Goal.com
สด
Shopback 3Shopback

How to ไปดูบอลที่อังกฤษแบบเซฟๆ และได้เงินคืนแบบคุ้มๆ จาก ShopBack

ผมเชื่อว่าแฟนบอลอังกฤษทุกคนคงอยากมีโอกาสได้ไปนั่งเชียร์บอลสดๆ ในสนามด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต ไปซึมซับบรรยากาศ ฟังเสียงเชียร์ และอาจจะได้เจอนักเตะในดวงใจแบบตัวจริงเสียงจริง และถ้าไปแบบประหยัด ได้โปรโมชั่น ส่วนลด หรือแคชแบ็กให้เยอะๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะมาล้มละลายตอนกลับไทยก็จะยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ในบทความนี้ เราจะพูดถึงวิธีการเตรียมตัวไปดูบอลที่อังกฤษแบบละเอียด อธิบายเรื่องที่คุณควรรู้ทั้งหมด รวมถึงแนะนำวิธีไปเที่ยวแบบเซฟเงินสำหรับแฟนบอลโดยการใช้ส่วนลดจาก OTA ต่างๆ ที่เค้ามีแจกกันอยู่เรื่อยๆ รวมถึงวิธีไปเที่ยวให้คุ้มค่ากว่าเดิมโดยการใช้ ShopBack (ช้อปแบ็ค) ด้วยครับ

Shopback 1Shopback


เตรียมตัวก่อนไป วางแผนการเดินทางให้ดี
ก่อนคิดวางแผนไปจะดูบอลที่อังกฤษ ให้ถามตัวเองก่อน 3 ข้อ

1. มีเงินเท่าไหร่ เป็นคำถามสำคัญมาก อยากไปน่ะอยากกันทุกคน แต่จะได้ไปจริงมั้ยก็ขึ้นอยู่กับข้อนี้แหละครับ คำถามที่เรามักจะได้เห็นกันบ่อยๆ ตามเว็บบอร์ดคือ ไปดูบอลที่อังกฤษต้องเตรียมเงินไว้อย่างน้อยเท่าไหร่ ซึ่งคำตอบของคำถามนี้จริงๆ แล้วก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วยนะครับ แต่ถ้าถามผม ผมคิดว่าถ้าอยากไปดูบอลที่อังกฤษคุณควรเตรียมเงินไว้ซัก 120,000 บาท ซึ่งผมมองว่าเป็นจำนวนเงินที่กำลังพอดี เที่ยวสนุก ไม่ตึงมือเกินไป

ตัวเลข 120,000 นี้มาจากไหน (สมมุติว่าทริปยาว 7 วัน) 

1. ค่าตั๋วเครื่องบิน ประมาณ 50,000 บาท 
อันนี้คือตีเป็นเลขกลมๆ สำหรับเที่ยวบินตรงจากไทย แต่คุณสามารถหาตั๋วไป - กลับราคาถูกกว่านี้ได้ครับ จะหาพวก ส่วนลดและโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินของ Expedia หรือจะจองตั๋วแบบใช้ทริคหน่อยก็ได้ จังหวะดีๆ อาจจะได้ตั๋วไป - กลับประมาณ 20,000 ต้นๆ 

2. ค่าที่พัก ประมาณ 18,000 บาท
อันนี้ก็ตีเป็นเลขกลมๆ อีกเหมือนกัน โรงแรมระดับกลางๆ เรทจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 - 4,000 บาทต่อคืน ตีว่าเราต้องนอนโรงแรม 5 วัน ก็จะได้ตัวเลขนี้มาครับ แต่คุณสามารถหาที่ราคาถูกๆ ได้เช่นกัน จะนอนโฮสเทลคืนละ 800 ยังได้เลยครับ 

3. ค่าตั๋วเข้าสนาม ประมาณ 5,000 - 6,000 บาท (รวมค่าสมัครสมาชิกสโมสรด้วยนะครับ) 

4. ค่าอาหาร ประมาณ 10,000 บาท
2,000 บาทต่อวันถือเป็นงบที่ไม่ถูกและแพงเกินไปในการหาอะไรกินในอังกฤษ ไปต่างประเทศทั้งทีเราคงไม่อยากกินฟาสต์ฟู้ดทุกมื้อจริงมั้ยครับ

5. ค่าเดินทาง ประมาณ 8,000 บาท
กรณีเดินทางโดยรถไฟและบัสเป็นหลัก ค่าใช้จ่าย 5 - 6 วันก็จะอยู่ประมาณนี้

6. ค่าช้อปปิ้ง และค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ เช่น ซื้อของที่ระลึก ฯลฯ  ประมาณ 20,000 บาท
ในฐานะแฟนบอล ไปถึงที่แล้วไม่มีหรอกครับที่จะไม่ได้ของติดมือกลับมา ได้มีเสียเงินเข้ามิวเซียมและเสียเงินซื้อของจากร้านขายของที่ระลึกของสโมสรแน่นอน 

7. ค่าวีซ่า ประมาณ 4,000 บาท
ไปอังกฤษต้องใช้วีซ่านะครับ ค่าวีซ่าจริงๆ ตกประมาณ 3,900 บาท อีก 100 นั่นผมบวกเข้าไปเผื่อเป็นค่าเดินทางไปทำวีซ่า >_< 

Shopback 2Shopback

จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายหลักๆ ในการไปดูบอลที่อังกฤษจะอยู่ที่ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรมที่พัก และค่าตั๋วเข้าชม หนักสุดก็ค่าตั๋วเครื่องบินนี่แหละครับ เนื่องจากว่าการบินไปประเทศอังกฤษถือเป็นการบินระยะไกล ถ้าจะบินตรงก็ต้องไปกับสายการบินฟูลเซอร์วิสเท่านั้น ไม่มีสายการบินโลว์คอสให้บริการ ซึ่งตั๋วชั้น Economy สำหรับมนุษย์เงินเดือนก็ยังจัดว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงอยู่ดี แถมเป็นค่าใช้จ่ายที่เลี่ยงไม่ได้ด้วย เรื่องของตั๋วเครื่องบินผมจะอธิบายแบบละเอียดๆ ในหัวข้อถัดไปนะครับ ถ้าคุณมองหา ส่วนลดสำหรับซื้อตั๋วเครื่องบิน อยู่ก็ไม่ควรพลาด 

นอกจากค่าตั๋วเครื่องบินก็จะมีค่าที่พักอีก หลายคนอาจจะโอเคกับการนอนโฮสเทล หรือมีบ้านเพื่อน บ้านญาติให้ไปอาศัยพักได้ก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปได้  แต่ผมสมมุติแบบเผื่อๆ ไว้นะครับ และจริงๆ แล้วการนอนโรงแรมมันสบายกว่าแน่นอน โดยเฉพาะกรณีที่พาแฟนหรือครอบครัวไปด้วย 

2. จะไปกี่วัน คิดจะไปแล้วก็ต้องเช็คก่อนเลยว่าคุณมีเวลากี่วัน สำหรับการไปประเทศอังกฤษ ถ้ามีเวลาไม่ถึง 7 วัน ผมว่าอย่าเพิ่งไปเลยครับ เพราะคุณต้องใช้เวลาเป็นวันๆ บนเครื่องบิน กรณีบินแบบปกติ (บินตรง, บินไป transit ที่ hub ของสายการบินนั้นก่อน) คุณก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆ 12 - 15  ชั่วโมงไม่รวมดีเลย์แล้วครับ ถ้าใครมีเวลาไม่ถึง 7 วัน แนะนำว่ารอสะสมวันลาพักร้อนไว้เยอะๆ แล้วค่อยไปทีเดียวดีกว่า 

3. จะไปที่ไหนบ้าง ข้อนี้จะเป็นตัวกำหนดค่าเดินทางที่คุณต้องใช้ในทริปนี้ ส่วนใหญ่แฟนบอลก็มักจะอยากไปเยือนสโมสรและสนามเหย้าของทีมที่ตัวเองเชียร์ ซึ่งสนามแต่ละแห่งก็อยู่ต่างเมืองกัน หลักๆ มีดังนี้ครับ

Shopback 3Shopback

แฟนผี - ไป สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด (Old Trafford) ของสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด อยู่ที่เมืองโอลด์ แทรฟฟอร์ด เกรทเตอร์แมนเชสเตอร์

แฟนหงส์ - ไป สนามแอนฟีลด์ (Anfield) ของสโมสรลิเวอร์พูล อยู่ที่เขตแอนฟีลด์ เมืองลิเวอร์พูล]

แฟนปืน - ไป สนามเอมิเรตส์สเตเดียม (Emirates Stadium) ของสโมสรอาร์เซนอล อยู่ที่เขตแอชเบอร์ตันโกรฟ ลอนดอน

แฟนสิงห์ - ไป สนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ (Stamford Bridge) ของสโมสรเชลซี อยู่ที่เขตฟูแลม ลอนดอน

แฟนเรือใบฟ้า - ไป เอทิฮัดสเตเดียม (Ethihad Stadium) ของสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ อยู่ที่สปอร์ตซิตี้ ถนนโรว์สลีย์ แมนเชสเตอร์ 

ก่อนไปต้องขอวีซ่า 

เชื่อว่าส่วนใหญ่น่าจะมี Passport กันอยู่แล้ว แต่ถ้ายังไม่มี การทำพาสปอร์ตเดี๋ยวนี้ก็ใช้เวลาแค่ 15 นาทีเท่านั้นเองครับ และสำนักงานหนังสือเดินทางหลายแห่งก็เปิดให้ไปทำพาสปอร์ตในวันเสาร์ด้วย (เช่น ในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินคลองเตย หรือศูนย์การค้าธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์ เป็นต้น) ค่าธรรมเนียมประมาณ 1,000 บาทเท่านั้น

ขั้นตอนการขอวีซ่าไปอังกฤษก็ไม่ยากเลยครับ เราต้องยื่นขอกับตัวแทนรับทำวีซ่า ซึ่งสำหรับประเทศไทยก็มี VFS Global Thailand ดูแลอยู่ ให้คุณเริ่มจากการเข้าไปกรอกข้อมูลบนเว็บไซต์ Visa4uk แล้วพิมพ์แบบฟอร์มที่กรอกเสร็จสมบูรณ์แล้วออกมา จากนั้นติดต่อนัดหมายยื่นขอวีซ่าผ่านเว็บไซต์ของ VFS ได้เลยครับ ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 3,900 บาท

สำหรับเอกสารที่ต้องเตรียมในการขอวีซ่าท่องเที่ยวไปสหราชอาณาจักรมีดังนี้ครับ

- หนังสือเดินทางอายุไม่ต่ำกว่า 6 เดือน มีหน้าว่างอย่างน้อย 2 หน้า 
- สำเนาเอกสารหนังสือเดินทางที่มีรูปถ่าย วันที่ออก/วันหมดอายุ - รูปถ่ายขนาด 2x2 นิ้ว หรือ 35x45 มิลลิเมตร พื้นหลังสีขาว 2 รูป ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน 
- ทะเบียนบ้านเล่มจริง บัตรประชาชนตัวจริง และเอกสารอื่น ๆ ฉบับจริง 
- สำเนาทะเบียนบ้าน/บัตรประชาชน/ทะเบียนสมรส/ใบหย่า/ใบเปลี่ยนชื่อ/ใบเปลี่ยนนามสกุล 
- กรณีสมรส สามารถใช้บัญชีเงินฝากของสามีหรือภรรยามายื่นควบคู่กันได้ แต่ต้องมีทะเบียนสมรสมายืนยัน - กรณีสมรสแต่ไม่ได้จดทะเบียน ต้องมีจดหมายรับรองเป็นภาษาอังกฤษเกี่ยวกับสถานะของทั้งสองคน พร้อมลงชื่อรับรอง แต่หากคู่สมรสไม่ได้เดินทางไปด้วย อาจต้องแนบบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านและหลักฐานการทำงานของคู่สมรสด้วย 
- สำเนาบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือบัญชีเงินฝากประจำ (ไม่นับรวมเงินฝากกระแสรายวัน) ย้อนหลัง 6 เดือน ถ่ายสำเนาทุกหน้า หากเล่มปัจจุบันมีอายุไม่ถึง 6 เดือนให้นำเล่มเก่ามาด้วย/Bank Guarantee ตัวจริงจากทางธนาคาร 
- สมุดบัญชีเงินฝากเล่มจริง ฝากเงินมาไม่ต่ำกว่า 1 ปี ปรับยอดสมุดจนถึงปัจจุบัน หรือ Bank Guarantee ตัวจริงจากทางธนาคาร 
- ใบจองตั๋วเครื่องบิน ที่ระบุวันเดินทางไปกลับชัดเจน 
- ใบจองตั๋วโรงแรม หรือหลักฐานที่พักในอังกฤษ ในกรณีที่ไปพักบ้านญาติ ต้องมีจดหมายเชิญ ระบุสถานที่พัก ชื่อ-นามสกุลของผู้เชิญ ระยะเวลาที่พำนัก พร้อมแสดงหนังสือเดินทางของผู้เชิญและหลักฐานที่อยู่อย่างชัดเจน 
- ประกันการเดินทางสำหรับการท่องเที่ยวต่างประเทศ วงเงินขั้นต่ำ 1,500,000.00 บาท

หากคุณเป็นพนักงานบริษัท อย่าลืมขอ หนังสือรับรองการทำงาน ที่ระบุเงินเดือน ตำแหน่ง วันที่เริ่มงาน ระบุเป็นภาษาอังกฤษ กับทาง HR ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ นะครับ

Shopback 4

จองตั๋วเครื่องบินราคาประหยัดจาก Expedia และรับเงินคืนจาก ShopBack

เรื่องการจองตั๋วเครื่องบินไปอังกฤษนี่เป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายคน ก่อนไปถึงเรื่องเทคนิคการจองตั๋วเครื่องบินให้ได้ในราคาประหยัด ผมขอแนะนำเส้นทางการบิน กรุงเทพ - ลอนดอน และระยะเวลาโดยประมาณที่ใช้ในการเดินทาง โดยเป็น 5 กลุ่มสายการบินเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ ดังนี้ครับ

1. กลุ่มบินตรง เช่น การบินไทย, British Airways, EVA Air จะใช้เวลาบิน กรุงเทพ - ลอนดอน ประมาณ11- 12 ชั่วโมง กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สะดวกที่สุดในแง่ของการไม่ต้องไป Transit ต่างประเทศ และใช้เวลาเดินทางน้อยสุด แต่ถ้าคุณจองชั้นประหยัดไป ผมอยากแนะนำว่าอย่าบินตรงเลยครับ เพราะมันเมื่อยมากกก นั่งจนเมื่อยเนื่องจากระยะทางมันไกล คุณผู้หญิงอาจจะไม่บ่นเท่าไหร่ แต่ผู้ชายขายาวๆ นี่ลำบากแน่นอนครับ แต่ถ้ามีเงินเหลือๆ จองชั้นธุรกิจขึ้นไปก็ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมเลย 

2. กลุ่มสายการบินเอเชียแปซิฟิก เช่น Singapore Airlines หรือ คาเธ่ย์ฯ ปกติจะต้องบินจากกรุงเทพสู่ Hub ที่ประเทศตัวเองก่อน จากนั้นจะเปลี่ยนเครื่องแล้วบินสู่ลอนดอน ใช้เวลาจาก กรุงเทพ ไป Hub ที่บ้านเค้าประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง และไปลอนดอนอีก 11 - 12 ชั่วโมง เวลาเดินทางรวมๆ จะอยู่ที่ประมาณ 14 - 15 ชั่วโมง ถ้าจองสายการบินพร้อมที่พักกับอโกด้า จะมี ส่วนลด Agoda ให้จองโรงแรมได้ในราคาพิเศษด้วยครับ เผื่อใครอยากไปเที่ยวระหว่าง Transit ที่ฮ่องกง และนอนฮ่องกงซักคืน

3. กลุ่มสายการบินตะวันออกกลาง เช่น Emirates, Etihad บินจากกรุงเทพสู่ Hub ในตะวันออกกลางที่ ใช้เวลาประมาณ 6 - 7 ชั่วโมงบินไปตะวันออกกลาง และอีก 6 - 7 ชั่วโมงบินจากตะวันออกกลางไปลอนดอน

4. กลุ่มสายการบินรัสเซียและสแกนดิเนเวีย เช่น Aeroflot Finnair กลุ่มนี้จะบินจากกรุงเทพไป Hub ที่ประเทศเค้า ใช้เวลาประมาณ 10 - 11 ชั่วโมง จากนั้นบินต่อจากประเทศเค้าไปลอนดอนอีก 2 - 3 ชั่วโมง ถ้าเน้นตั๋วถูกก็มองหาสายการบินรัสเซียไว้เลยครับ เพราะถือเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างอ้อม ใช้เวลาบินนาน เวลาลดทีก็จะได้ถูกกว่าเจ้าอื่นๆ ยิ่งซื้อตอนมี ส่วนลด Expedia นี่ยิ่งถูกสุดๆ 

5. กลุ่มสายการบินโซนยุโรปตะวันตก เช่น Air France, Lufthansa บินจากกรุงเทพสู่ Hub ในยุโรปตะวันตกอย่าง ปารีส, แฟรงค์เฟิร์ต ฯลฯ จากนั้นจะเปลี่ยนเครื่องแล้วบินสู่ลอนดอน จากกรุงเทพไปยุโรปตะวันตกจะใช้เวลาประมาณ 11 ชั่วโมง และบินไปลอนดอนอีกประมาณ 1.30 - 2 ชั่วโมงครับ

วิธีการจองตั๋วเครื่องบินให้คุ้มก็มีอยู่นะครับ 

1. จองกับ OTA (Online Travel Agent) แบบใช้ทริคพิเศษ วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการประหยัดให้ถึงขีดสุด มีวันพักร้อนเหลือเฟือ และไม่กลัวเหนื่อย ผมแนะนำวิธีการดังต่อไปนี้ครับ 

- ให้จองล่วงหน้านานๆ อย่างน้อยซัก 14 สัปดาห์ 
- เลือกสายการบินที่ไป transit หลายๆ ประเทศ หรือไม่ก็บินอ้อม (พวกสายการบินรัสเซียและสแกนดิเนเวียทั้งหลายนั่นบินอ้อมหมดครับ) จะใช้เวลาเดินทางนานหน่อย จะได้ตั๋วราคาถูกลงเยอะครับ แต่ในการจองล่วงหน้าและ Transit หลายที่ท่านก็ต้องเผื่อใจไว้ด้วยว่าอาจจะโดยสายการบินเลื่อนไฟลท์ หรือเจอปัญหาเฉพาะหน้าบางอย่างแล้วต้องเปลี่ยนแปลงแผนการเดินทางกะทันหัน 
- อย่าบินตรง แนะนำซื้อตั๋วโลว์คอสบินไปประเทศอื่นก่อน (ฮ่องกง ญี่ปุ่น อะไรก็ว่าไป) แล้วซื้อตั๋วเครื่องบินจากประเทศนั้นต่อไปอังกฤษ แต่มีข้อต้องระวังเช่นกัน ถ้าตั๋วขาใดขาหนึ่งเกิดดีเลย์หนักๆ ความซวยจะบังเกิดทันที ท่านอาจจะได้เสียเงินจ่ายค่าตั๋วขาต่อๆ ไปแบบฟรีๆ และอาจซวยกว่านั้นถ้าขอวีซ่าแล้วได้จำนวนวันมาแบบจำกัด แต่ดันโดนเลื่อนไฟลท์แบบยาวๆ จนเกินจำนวนวันที่ได้วีซ่า

2. จองในช่วงที่มีโปรโมชั่นของสายการบินนั้น ซึ่งจะยุ่งนิดหน่อยตรงที่ต้องคอยติดตามข่าวโดยตรงจากสายการบินและพวกเพจแชร์โปรโมชั่นต่างๆ ชนิดวันต่อวัน เพราะโปรและตั๋วดีๆ มักจะไปเร็วมาก ส่วนใหญ่จะได้ราคาพิเศษเฉพาะในช่วง Low Season

3. จองในช่วงที่มีเทศกาลช้อปปิ้งต่างๆ ซึ่งพวก OTA ใหญ่ๆ มักจะเข้ามาแจมด้วย ซึ่งตอนนี้ก็มี Shopfest ที่จัดยาวไปถึงต้นปีหน้าที่พอจะหาตั๋วราคาพิเศษได้ครับ อย่างช่วง 9.9 Sales ที่ผ่านมา Expedia และ Booking ก็แจกดีลพิเศษกันกระหน่ำ และให้เงินคืนอีก 10% ถ้าเราจองผ่าน ShopBack ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ 

จองที่พักราคาถูกด้วยส่วนลดจาก Booking.com เว็บไซต์จองโรงแรมชื่อดัง

สำหรับการไปเที่ยวประเทศโซนยุโรป ขอแนะนำในใช้ ส่วนลด Booking จองโรงแรมห้องพักเลยครับ เพราะโซนยุโรปและอเมริกาเหนือเป็นโซนที่ Booking เค้าสตรองมากๆ ส่วนลดและข้อเสนอต่างๆ ก็จะมีมาเรื่อยๆ ทั้งปี ล่าสุดก็มีมิดเยียร์ดีลที่ลดราคาที่พักในปลายทางยอดนิยม ซึ่งมี ลอนดอน ด้วยนะครับ 

สำหรับการจองให้ได้ราคาถูกๆ ผมแนะนำให้เลือกจองล่วงหน้าซัก 2 - 3 เดือนเป็นอย่างน้อย และจองผ่านเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่น ShopBack เพื่อให้ได้เงินคืน 6 - 10% ก็จะเหมือนได้ส่วนลดเพิ่มเติมจากส่วนลดของ Booking ที่สำคัญเราสามารถใช้ควบคู่ไปกับโค้ดส่วนลดและข้อเสนอต่างๆ ที่ทางบุ๊คกิ้งมีให้ด้วยครับ

เวลาเลือกโรงแรม ผมขอแนะนำให้เลือกจากระยะทางระหว่างโรงแรมกับสถานีรถไฟ เอาให้ใกล้และเดินทางได้สะดวกที่สุด สำหรับการจองโรงแรมกับเว็บบุ๊คกิ้ง เค้าจะมีดีลรายวันทุกๆ วัน ให้กดเลือกที่ “ดีลสุดคุ้มสำหรับวันนี้” วันไหนฟลุ๊คๆ ก็จะได้นอนโรงแรม 4 ดาวขึ้นไปในราคาถูกเป็นพิเศษเลยครับ ที่สำคัญผมแนะนำให้เลือกโรงแรมที่เราสามารถยกเลิกได้ฟรีด้วยครับ เนื่องจากเราจองทั้งโรงแรมและตั๋วเครื่องบินล่วงหน้านาน ไม่รู้ว่าจะมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นหรือเปล่า ให้กันไว้ก่อนดีกว่าเสียเงินฟรี

Shopback 5Shopback

การซื้อตั๋วชมฟุตบอล 

ปกติวิธีการซื้อตั๋วไปเชียร์บอลมีวิธีการอยู่หลายวิธีครับ แต่ผมขอแนะนำวิธีที่ชัวร์สุด คือ 2 วิธีนี้

1. สมัครเป็น Official Member ของสโมสรแล้วซื้อผ่านสโมสร ซึ่งการจะเป็นสมาชิกได้ก็ต้องเสียค่าสมาชิกรายปีให้กับสโมสรนั้นๆ ราคาจะเริ่มตั้งแต่ 1,500++ ขึ้นไป แต่สิ่งที่ได้รับมาก็คุ้มค่าเช่นกัน เช่น สิทธิในการได้ซื้อตั๋วนัดสำคัญก่อน และสิทธิพิเศษอื่นๆ เช่น ค่าชมมิวเซียมราคาพิเศษ ของที่ระลึก ทัวร์สนามลดครึ่งราคา ฯลฯ เป็นต้น บางนัดสโมสรก็จะออกมาประกาศว่าขายตั๋วให้ทุกคนนะครับ แต่มักจะเป็นแมทช์ที่เตะกับทีมเล็ก หรือไม่ก็แมทช์ช่วงกลางสัปดาห์ที่คนไม่ค่อยไปชมเท่าไหร่ 

2. ซื้อ Match Hospitality ของสโมสร ซึ่งอันนี้ไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ซื้อได้ วิธีนี้เรามีสิทธิ์ได้ตั๋วแมทช์ใหญ่ๆ แน่นอน แต่ต้องยอมจ่ายเป็นแพคเกจ ซึ่งในแพคเกจก็มักจะมีตั๋วเข้าชมฟุตบอล พร้อมกับบัตรรับประทานอาหารฟรี คูปองทัวร์มิวเซียมของสโมสร คูปองร้านพาร์ทเนอร์ของสโมสร บางแพคเกจก็จองโรงแรมมาให้เลย 

3. ซื้อตั๋วปีที่มีคนเอามาแบ่งขายบน Stubhub เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะได้ตั๋วชัวร์ๆ แต่ราคาจะโดนบวกขึ้นมาหน่อย ที่แนะนำให้ซื้อทางนี้อีกทางหนึ่ง เพราะทางแพลตฟอร์มเค้ามี ส่วนลด Stubhub ออกมาเรื่อยๆ และได้เงินคืน 3% ถ้าเราซื้อผ่าน ShopBack ด้วย อีกข้อหนึ่งที่ควรซื้อผ่านแพลตฟอร์มขายตั๋วแบบนี้คือ ไม่ต้องกังวลว่าเราจะโดนโกง ทาง Stubhub จะเป็นตัวกลางที่ถือเงินเราไว้ หากคนขายตุกติก เราก็จะได้รับเงินกลับคืนมาครบจำนวนครับ

ราคาตั๋วก็ขึ้นอยู่กับโซนที่นั่ง ถูกสุดเริ่มที่ประมาณ 1,500++ แพงสุดอยู่ที่ประมาณ 3,500++ และแพงมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับความน่าสนใจของแมทช์ที่ไปชมด้วยครับ ถ้าเป็นทีมใหญ่ๆ มาเจอกันหรือดาร์บี้แมทช์ ค่าตั๋วก็จะแพงขึ้นอีก และตั๋วจะหายาก อย่างไรก็ตาม ผมขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงพวกตั๋วผีที่โพสขายกันทั่วไปตามอินเตอร์เน็ต เพราะดีไม่ดีอาจจะเจอตั๋วปลอมหรือตั๋วที่ขโมยมาแล้วเรื่องอาจจะยืดยาวบานปลายได้ครับ

Shopback 6

การเดินทางในประเทศอังกฤษ 

ถ้าคุณเป็นแฟนแมนยูหรือแมนซิ อยากบินไปลงแมนเชสเตอร์แล้วไม่เที่ยวเมืองอื่นเลยก็สามารถทำได้ครับ แต่ถ้าไปลงลอนดอนแล้วจะไปเที่ยวแมนเชสเตอร์ก็จะต้องเลือกนั่งรถไฟ บัส หรือไม่ก็เช่ารถไป (ซึ่งเช่ารถนี่ผมไม่ค่อยแนะนำ เว้นแต่ไปกันแบบครอบครัวที่มีลูกๆ ไปด้วย เพราะนอกจากจะแพงแล้วคุณยังต้องใช้เวลาในการหาที่จอดรถด้วย) 

รถไฟ: รถไฟความเร็วสูงบ้านเค้าค่าตั๋วแพงมาก แต่ยิ่งจองล่วงหน้านานๆ ก็จะยิ่งถูก แนะนำให้จองล่วงหน้าซัก 2 เดือนครับ 

บัส: ราคาถูกกว่ารถไฟมาก แต่เดินทางนานกว่ากันมากเช่นกัน อันนี้จองล่วงหน้าซัก 1 วันก็โอเคแล้ว แต่ถ้าเป็นแมตช์สำคัญ ทีมใหญ่เจอทีมใหญ่ แนะนำให้จองล่วงหน้าซัก 3 - 4 วัน 

Shopback Shopfest

ให้ ShopBack เป็นตัวช่วยด้านความประหยัดในการเดินทางท่องเที่ยว

ShopBack เป็นเว็บไซต์แคชแบ็กจากสิงคโปร์ที่เพิ่ง Launch ในประเทศไทยเมื่อปี 2017 และ Growth สูงมากจนกลายเป็นอันดับหนึ่งของเว็บแคชแบ็กในประเทศไทยปัจจุบัน ซึ่งแพลตฟอร์มของเค้าก็จะมีทั้งเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น โดยทุกครั้งที่เราเข้าไปซื้อของผ่านร้านค้าพาร์ทเนอร์ของ ShopBack เราก็จะได้เงินคืนกลับมา ซึ่งร้านค้าพาร์ทเนอร์ของช้อปแบ็คก็มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพวก Marketplace ดังๆ อย่าง Lazada, Shopee หรือ OTA ใหญ่ๆ ที่เรารู้จักกันดีอย่าง Agoda, Expedia, Booking รวมไปถึงสายการบินชั้นนำอย่าง Qatar, Air France ฯลฯ ก็มอบส่วนลดและโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ ให้เมื่อเราซื้อผ่านช้อปแบ็คครับ

แล้ว ShopBack เอาเงินที่ไหนมาให้จ่ายเป็น Cashback ให้ลูกค้า? คือทุกครั้งที่มีลูกค้าเข้าไปซื้อของในร้านค้าพาร์ทเนอร์ ShopBack จะได้รับค่าคอมมิชชั่นมาจำนวนหนึ่ง โดยทางช้อปแบ็คก็จะแบ่งค่าคอม 80% ให้กับลูกค้า (มาในรูปแบบของ Cashback หรือเงินคืน ซึ่งส่วนใหญ่จะให้เป็น %) อีก 20% ที่เหลือ ShopBack ก็จะเก็บไว้เองเพื่อเป็นทุนในการพัฒนาแพลตฟอร์มของเค้าต่อไป

การจองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม และการท่องเที่ยวนี่แหละครับเป็นหมวดที่ได้รับเงินคืนสูง และได้ทีเป็นกอบเป็นกำด้วย เช่น ช่วงที่มีเทศกาลช้อป ลูกค้าใช้ ส่วนลด Expedia และจองตั๋วเครื่องบินพร้อมโรงแรมผ่าน ShopBack เพื่อไปดูบอลที่อังกฤษ ราคาหลังลดแล้วที่ต้องจ่ายจริงเหลือเพียง 50,000 บาท โดย ShopBack ให้เงินคืนเพิ่มอีก 10% ก็แปลว่าลูกค้าจะได้เงินอีก 5,000 บาทมาฟรีๆ ถือว่าตอบโจทย์เรื่องการประหยัดงบค่าเดินทางไปได้เยอะ ลองมองไว้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งนะครับ

โฆษณา
0