ไฟซอล ฮาลิม กองหน้าทีมชาติมาเลเซีย ของสโมสรสลังงอร์ เอฟซี ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนครั้งแรก หลังตกเป็นเหยื่อถูกสาดน้ำกรดจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยเปิดใจว่าสุดเจ็บปวดกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น
แนวรุกวัย 26 ปี ถูกคนร้ายสาดน้ำกรดใส่ขณะเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้ากับครอบครัว พิษของน้ำกรดทำให้ไฟซอล ฮาลิม มีแผลไหม้ขั้นรุนแรงบนผิวหนังบริเวณลำตัว ทำให้เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดถึง 4 ครั้งในระหว่างการรักษา
หลายฝ่ายแสดงความเป็นกังวลว่า ไฟซอล ฮาลิม อาจปิดฉากอาชีพค้าแข้งก่อนกำหนด เนื่องจากเจ้าตัวได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ทุกภาคส่วนของมาเลเซียทั้งสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ, โรงพยาบาลเอกชน รวมถึงสโมสรต้นสังกัดอย่างสลังงอร์ ต่างร่วมมือร่วมใจช่วยกันหาวิธีการรักษาอาการบาดเจ็บของไฟซอลอย่างเต็มที่
อาการของไฟซอลดีขึ้นตามลำดับจากการผ่าตัดเพื่อรักษาแผลไหม้ เขาได้รับอนุญาตให้ออกจากห้องผู้ป่วยหนัก (ICU) เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสภาพร่างกายเรื่อยมา
กระทั่งเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 13 มิถุนายน 2567 สลังงอร์ เอฟซี จัดงานแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชน โดยมี ไฟซอล ฮาลิม เดินทางมาปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนครั้งแรก เพื่อเปิดใจทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นและอัปเดทอาการบาดเจ็บจากพิษของน้ำกรด
"ในตอนแรกทีมแพทย์บอกให้ผมพักผ่อนอย่างน้อย 3-6 เดือน และยังไม่แน่ใจว่าผมจะกลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกหรือไม่ มันเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากสำหรับผม"
"ผมไม่เคยหยุดพักนานแบบนี้ตลอดอาชีพค้าแข้งของผม ไม่ว่าจะเป็นสโมสรหรือทีมชาติ ผมไม่เคยหยุดนาน"
"ผมหวังว่าในอีก 1 เดือนข้างหน้า ผมจะสามารถกลับมาลงสนามได้ แม้ว่าแพทย์จะแนะนำว่าควรพักต่ออีกประมาณ 3-6 เดือน"
"กระบวนการฟื้นฟูร่างกายค่อนข้างเร็ว ผมคิดว่าผู้คนจำนวนมากและชาวมุสลิมทั่วประเทศต่างสวดภาวนาให้ผม"
นอกจากนั้น ไฟซอล ฮาลิม ยังพูดถึงผลงานของทีมชาติมาเลเซีย ที่ร่วงตกรอบฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก รอบสอง ว่า "ในฐานะนักเตะทีมชาติ ผมเสียใจที่พวกเราตกรอบ แต่เพื่อนร่วมทีมทำดีที่สุดแล้ว"
"โค้ชคิม ปัน-กอน มาเยี่ยมและให้กำลังใจผม เขาอยากให้ผมกลับมา ไม่อยากให้เลิกเล่นฟุตบอล เขาหวังว่าทีมชาติมาเลเซียจะไม่เสียผมไป"
ขณะเดียวกัน แนวรุกจากสลังงอร์ เผยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนราคาแพงที่จะทำให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยเฉพาะนิสัยส่วนตัวที่อาจจะต้องหยิ่งกับผู้คนบ้าง
"แฟนบอลทุกคนรู้ดีว่าตัวตนของผมเป็นอย่างไร ผมไม่ใช่คนเย่อหยิ่ง ไม่ว่ากับใครทั้งนั้น"
"ผมยิ้มและมองโลกในแง่ดีเสมอ ผมเป็นคนที่มีความสุขอยู่ตลอด แต่หลังจากนี้ถ้าผมต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนหยิ่ง ผมก็จำเป็นต้องทำ"
ทั้งนี้ไฟซอลฮาลิมมีน้ำตาคลอเบ้าตลอดการแถลงข่าวและตอบคำถามสื่อมวลชนซึ่งบริเวณร่างกายของเขายังคงมีแผลไหม้ที่รอการรักษาและฟื้นฟูต่อไป
