โรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี เป็นสถาบันบ่มเพาะนักฟุตบอลฝีเท้าดีที่มีส่วนผลักดันให้เยาวชนทั้งชาย และสามารถเติบโตในวงการฟุตบอลอาชีพ และก้าวสู่อนาคตของทีมชาติไทยจำนวนไม่น้อย
เป็นที่รู้กันว่า ฟุตบอลชายมีลีกอาชีพที่ได้มาตรฐาน มีสโมสรรองรับในลีกอาชีพทั้ง 3 ระดับได้แก่ ไทยลีก 1, ไทยลีก 2 และ ไทยลีก 3 ส่งผลให้เยาวชนชายที่มีความฝันอยากเป็นนักฟุตบอลต่างมีโอกาสทำตามฝันของตัว เมื่อปัจจุบันหนทางสู่แข้งอาชีพมีความชัดเจนว่า ต้องเริ่มจากจุดไหน
แต่หากเทียบกับฟุตบอลหญิง แม้จะมีการผลักดันลีกอาชีพอย่างจริงจังในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่มาตรฐานต่าง ๆ ทั้งเรื่องของระบบการแข่งขัน, สโมสรอาชีพ, เงินเดือน ตลอดจนลู่ทางการเติบโตในสายลูกหนังของเยาวชนยังมีความต่างชัดเจน
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ประเทศไทยก็ยังมีนักฟุตบอลหญิงอีกมากที่มุ่งมั่นทำความฝันสู่การเป็นนักฟุตบอลของตัวเองให้เป็นจริงได้สำเร็จ แม้ทุกอย่างจะไม่ราบรื่นก็ตาม กระทั่งสามารถก้าวเป็นนักเตะอาชีพไปเล่นต่างแดน และเคยผ่านรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างฟุตบอลโลกมาแล้ว
GOAL Thailand จะพาไปพูดคุยกับ "หมิว" ศิลาวรรณ อินต๊ะมี และ “ใบหม่อน” จณิสตา จินันทุยา สองผลผลิตจากโรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี ที่พวกเธอใช้ความกล้า, อดทน, ขยัน, มีวินัย จนก้าวสู่นักเตะทีมชาติไทยกลายเป็นแบบอย่างให้ใครหลายคนอยากเดินตาม
กับประสบการณ์ที่พวกเธออยากส่งต่อแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เห็นว่า ผู้หญิงก็ประสบความสำเร็จในกีฬาฟุตบอลได้เช่นกัน…
เด็กต่างจังหวัด
จุดเริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลของ หมิว และ ใบหม่อน ไม่ต่างกันมากนัก พวกเธอเป็นเด็กสาวจากต่างจังหวัดที่ไม่ได้เล่นฟุตบอลมาตั้งแต่แรก จนวันหนึ่งฝีเท้าของพวกเธอทำให้พบเจอกับโอกาสที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่จะเปลี่ยนชีวิตทั้งคู่ไปสู่ยอดแข้งสาวไทยในเวลาต่อมา
“ตอนเด็ก ๆ หมิวเล่นกีฬาทุกประเภทเลย แล้วก็ได้เตะฟุตบอลกับผู้ชาย จนอาจารย์คนหนึ่งเห็นว่า เราน่าจะสามารถต่อยอดได้เลยแนะนำให้ไปเรียนที่ โรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี” หมิว เท้าความจุดเริ่มต้นเรื่องราวชีวิตกับฟุตบอลของตัวเอง
“เป็นเรื่องยากนะที่จะตัดสินใจมาเรียนที่นี่ เพราะครอบครัวก็ไม่ได้เห็นด้วยจากระยะทางที่ไกล เพราะ หมิว เป็นคนเชียงใหม่ แต่อาจารย์แนะนำว่า ไปชลบุรีดีกว่า ครอบครัวก็เลยยอม ถือเป็นครั้งแรกที่เราได้ก้าวออกจากที่บ้าน ก็ยากพอสมควรเพราะเป็นคนไม่ค่อยพูดเข้ากับคนยาก แต่พอเริ่มมีเพื่อนก็สนุกกับการเล่นฟุตบอลที่ชลบุรี”
เช่นเดียวกับ ใบหม่อน ดาวรุ่งวัยย่าง 19 ปี ที่ตัดสินใจจากบ้านเกิดจังหวัดสุรินทร์ เดินทางไกลเพื่อเข้าเรียนที่โรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี “หนูเคยเป็นนักกีฬาว่ายน้ำมาก่อน แต่หลังเลิกเรียนไปเตะบอลเล่นกับเพื่อน จนมีโค้ชมาเห็นเขาก็ชวนไปซ้อมแล้วก็ได้แข่งกับเด็กผู้ชาย แล้วก็ชวนไปคัดโรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี”
“ตอนนั้นยังไม่กล้ามาเพราะเรายังเด็กอยู่ แต่ก็ตัดสินใจมาเรียนที่ชลบุรี พอมาแล้วมีเพื่อนก็สนุก ที่บ้านเองไม่ได้ห้ามที่เราเลือกเดินเส้นทางนี้ หนูย้ายมาโรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี ตอนชั้นม.1 จากไม่เคยตื่นเช้าก็ต้องตื่นมาซ้อมฟุตบอลตั้งแต่เช้ามืดตีห้า หลังจากนั้นก็ไปอาบน้ำเข้าแถวรอตรวจเครื่องแต่งกายแล้วออกไปเข้าแถวเข้ารพธงชาติหน้าเสาธง พอเรียนเสร็จเลิกมาก็ซ้อมฟุตบอลต่อ แต่ใช้เวลาปรับตัวไม่นาน”
ใบหม่อน กล่าวเสริมว่า ชีวิตในรั้วโรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี ไม่ได้ราบรื่น เนื่องจากอยู่ในสารบบของนักกีฬาทำให้ต้องเจอโปรแกรมการฝึกที่หนักหน่วงอ่อนล้าทั้งสภาพร่างกาย และจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของนักกีฬาที่ต้องเจอ จนรู้สึกท้อบ้างเป็นครั้งคราว
“เคยมีช่วงเวลาที่ท้อเหมือนกัน แต่หนูก็ผ่านมาได้ คือเราไม่ต้องคิดเรื่องแบบนั้นพวกสิ่งที่บั่นทอนใจ เคยมีช่วงหนึ่งเล่นกันไม่ดี ทั้งหนูกับเพื่อนในทีมร่างกายล้ามากกับการซ้อมหนัก เหนื่อยมาก ๆ แต่เราก็ตั้งใจฝึกซ้อมต่อไปจนผ่านมาได้ เพราะหนูคิดอยู่ตลอดว่า ถ้าเป้าหมายของเรายังไม่สำเร็จ เราต้องกลับไปตั้งใจทำงานกับตรงนั้น และทำมันให้สำเร็จ”
“เราจะเก่งขึ้นได้มันต้องเริ่มจากการฝึกซ้อม มีเป้าหมาย รู้จักอดทน หนูตั้งเป้าหมายกับตัวเองในตอนนั้นไว้ว่า สักวันจะต้องก้าวไปติดทีมชาติไทยให้ได้”
ทีมชาติไทย
การเติบโตของ ใบหม่อน เป็นไปแบบก้าวกระโดด เพราะหลังย้ายมาเรียนที่โรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี เพียงปีเดียวก็ได้รับโอกาสติดทีมชาติไทยทันทีด้วยวัยเพียง 13 ปี ในทัพชบาแก้ว รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี
“ตอนแรกไม่มั่นใจเลย คิดว่าฝีเท้าตัวเองจะถึงไหม เราแค่อยากติดในรุ่นตัวเองให้ได้ก่อน พอมีชื่อติดทีมครั้งแรกหนูร้องไห้ โทรหาแม่แล้วกระโดดกอดกับเพื่อนที่มีชื่อด้วยกัน วันนั้นทำให้รู้ว่า สิ่งที่ซ้อมมันไม่สูญเปล่า” เล่นอาชีพครั้งแรกตอนม.5 เล่นกับ ชลบุรี ซ้อม 3 เวลา เช้าวิ่ง กลางวัน เวท เย็นซ้อมฟุตบอล
ความรู้สึกการติดทีมชาติไทยครั้งแรกของ ใบหม่อน ไม่ต่างอะไรกับรุ่นพี่อย่าง หมิว ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยผ่านจุดนั้นมาแล้วในวันที่ยังเป็นเพียงดาวรุ่งโนเนม
“ตอนมาโรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี ไม่ได้ตั้งเป้าอยากติดทีมชาติอะไรเลย แค่อยากพัฒนาตัวเองขอแค่ได้มีแข่งหรือมีเกมให้เล่นเพื่อพัฒนาตัวเองก็พอ แต่พอเข้าไปก็มีเพื่อน ๆ แนะนำว่า ในทีมคนนี้เป็นนักเตะทีมชาตินะ มีทั้งชุดเล็ก ชุดใหญ่ เขาเก่งมาก เราก็อยากพัฒนาตัวเองให้ใกล้เคียงกับเขาให้มากที่สุด หมิว มองว่า ตัวเองน่าจะเป็นพรแสวงมากกว่า เพราะเริ่มจากไม่มีอะไรเลยมาจากเชียงใหม่สู้คนอื่นก็ไม่ได้ แต่เรามีความขยัน และใช้ความขยันเข้าสู้เพื่อพัฒนาตัวเองมาตลอด”
“ครั้งแรกที่ติดทีมชาติไทย ตื่นเต้นมาก กลัวทำได้ไม่ดีเท่าพี่ ๆ หมิวติดทีมชาติครั้งแรกตอนอายุ 16 ปี เล่นให้ทีมรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ตอนนั้นยังไม่ค่อยได้ลงเล่นหรอก แต่รู้สึกดีใจเพราะมันเป็นก้าวแรกที่ได้ติดทีมชาติไทย”
“มีเคยคิดนะว่า อายุไม่เกิน 18 ปี เราจะต้องได้ไปฝึกซ้อมกับพี่ ๆ ทีมชาติชุดใหญ่ ซึ่งต่อมา หมิว ประสบความสำเร็จ เพราะอายุไม่เกิน 18 ปี หมิว ได้เข้าไปฝึกซ้อมกับพวกพี่เขา จำได้ว่า ตื่นเต้นมาก มีพี่ ๆ เก่ง ๆ เต็มไปหมดที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย หมิว พยายามศึกษาจากเขาเพื่อพัฒนาตัวเอง”
“ตอนติดชุดใหญ่ครั้งแรกไม่คิดว่า จะเร็วขนาดนี้” ใบหม่อน เผยความรู้สึกแรกหลังเห็นชื่อตัวเองติดทัพชบาแก้วชุดใหญ่ และได้ประเดิมสนามด้วยฟอร์มการเล่นยอดเยี่ยมในศึกเอเชียน คัพ 2022 รอบคัดเลือก นัดถล่มทีมชาติปาเลสไตน์ 7-0 ที่เธอทำสองประตูในเกมดังกล่าว
“ตอนแรกหนูยังไม่อยากไปเพราะกลัวมาก ไม่กล้า ด้วยความที่ในทีมมีพี่ ๆ เก่ง ๆ หลายคน แต่พอไปคุยกับโค้ชเขาก็บอกไม่ต้องกลัว ก็ได้โค้ช และพี่ ๆ ในทีมช่วยทำให้ผ่านไปได้ สนุกมาก พอใจกับตัวเองระดับหนึ่ง เกมนั้นตั้งเป้าหมายไว้ว่า เราจะยิงให้ได้หนึ่งประตู แต่กลายเป็นยิงได้มากกว่าก็เป็นเรื่องดีของเรา”
ส่วนความรู้สึกของ หมิว กับการเล่นให้ทีมชาติไทย เป็นสิ่งที่น่ายินดีไม่ต่างกัน ที่สำคัญเธอคือหนึ่งในผู้เล่นที่เคยพา ชบาแก้ว ลุยศึกฟุตบอลโลกมาแล้วทั้งสองครั้งในปี 2015 และ 2019
“หมิวดีใจที่เคยพาฟุตบอลหญิงไทยของเราไปเล่นในเวทีระดับโลก ให้คนทั่วโลกได้รู้จักประเทศไทยของเรา หมิวได้เรียนรู้วิธีการพัฒนาฟุตบอลหญิงของเขาที่นำมาปรับใช้ส่วนตัวเรื่องทักษะการเล่น และทีมที่จะต่อยอดให้ฟุตบอลบ้านเราพัฒนามาก ๆ ขึ้นไป”
“แต่สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดสำหรับการเล่นให้ทีมชาติไทยคือ แค่หมิวได้ลงไปเล่นก็ดีใจแล้ว อย่างไปแข่งในทีมมี 23 คน แต่เรามีโอกาสเป็น 11 คนแรกลงไปทำหน้าที่ตรงนั้นได้” หมิว กล่าวด้วยรอยยิ้ม
รากฐานที่ชื่อโรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี
ปัจจุบันทั้งสองต่างเติบโตบนเส้นทางลูกหนังของตัวเอง หมิว ผ่านประสบการณ์ในฟุตบอลโลก ขณะที่ระดับสโมสรก็ผ่านการเล่นทั้งในไทย และเคยได้ชื่อว่าเป็นแข้งหญิงรายที่ 3 ที่บินไปค้าแข้งต่างแดนกับสโมสร ไท่จง บลูเวลล์ ทีมดังในลีกไต้หวัน
ส่วน ใบหม่อน เธอเป็นคลื่นลูกใหม่มาแรง ที่ก้าวไปติดทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ตั้งแต่อายุยังน้อย และได้ไปค้าแข้งกับ อาแอสชี โซโยซ์ ชาร็องต์ ทีมในลีกสูงสุดหญิงฝรั่งเศสในวัยย่าง 19 ปี เท่านั้น
ซึ่งกว่าจะมาถึงวันนี้ ทั้งสองยอมรับว่า โรงเรียนกีฬาฟุตบอลชลบุรี เปรียบเสมือนรากฐานสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองเลือก
“สิ่งที่ได้จากโรงเรียนกีฬาฟุตบอลชลบุรี ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องการฝึกซ้อม ที่นี่มีความเข้ม ได้ฝึกเรื่องจิตใจ วินัยต่าง ๆ ทำให้เรามีพื้นฐานแน่นตั้งแต่เด็กจนสามารถก้าวไปถึงตรงนั้นได้” ใบหม่อน กล่าว
“ตัวหนูเองก็โชคดีที่ไทยมีลีกอาชีพหญิงพอดี มันเป็นเวทีที่เราได้แสดงความสามารถได้เต็มที่เหมือนเป็นแรงบันดาลใจให้น้อง ๆ รุ่นใหม่สำหรับคนที่อยากเป็นนักเตะอาชีพได้ด้วย ิส่งที่ได้จากฟุตบอลยังทำให้เราได้พัฒนาตัวเอง มีเงินเลี้ยงพ่อแม่ ได้ต่อยอดไปในระดับที่สูงกว่า หนูเคยตั้งเป้าหมายต่อไปว่า จะต้องได้ไปเล่นต่างประเทศ ตอนนี้หนูทำได้แล้ว”
ด้านดาวเตะรุ่นพี่อย่าง หมิว กล่าวเสริมว่า ไม่ใช่แค่การฝึกฝนจากรั้วโรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี เท่านั้น แต่โอกาสจากกิจกรรมฟุตบอลคลินิกต่าง ๆ ก็นับเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เด็กผู้หญิงทั่วประเทศไทย เข้าถึงกีฬาฟุตบอลได้ง่ายขึ้น
เหมือนกับกิจกรรมที่ ไนกี้ แบรนด์กีฬาชั้นนำระดับโลก ร่วมมือกับโรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี และมูลนิธิ Right To Play นำโค้ชที่มีประสบการณ์มาฝึกฝนทักษะให้เยาวชนจำนวน 90 คน เพื่อส่งมอบแรงบันดาลใจในการเดินตามฝันสู่การเป็นนักฟุตบอลของตัวเอง
“สมัยที่หมิวยังเด็กยังไม่มีกิจกรรมฟุตบอลสำหรับเด็กรุ่นใหม่มากขนาดนี้ เทียบกับปัจจุบันการมีกิจกรรมดี ๆ อย่าง ไนกี้ ที่ทำฟุตบอลคลินิกแบบนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะสามารถเปิดโอกาสให้น้อง ๆ มีเวทีได้พัฒนาตัวเอง ได้เทคนิคใหม่ ๆ ให้เขาได้เรียนรู้นำไปปรับใช้เพื่อเป็นอนาคตที่ดีของทีมชาติไทยต่อไป”
“แต่ถ้าเป็นไปได้ สิ่งที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงกับฟุตบอลหญิงบ้านเราคือ หมิวอยากให้เป็นเหมือนต่างประเทศที่สโมสรฟุตบอลชายมีลีกฟุตบอลหญิง มีอคาเดมี่ ในแต่ละดิวิชั่นอาจมีน้อง ๆ ที่อยากเล่นได้มีสนามในการเล่น และฝึกซ้อมพัฒนาตัวเอง”
โดย ใบหม่อน แสดงความเห็นถึงสิ่งที่ประเทศไทยควรสนับสนุนเพิ่มเติมกับวงการฟุตบอลหญิงว่า ควรมีการส่งเสริมกีฬาฟุตบอลในทุกจังหวัดทั้งการแข่งขัน และกิจกรรมฟุตบอลคลินิกเพื่อเฟ้นหาเด็กฝีเท้าดีต่อยอดสู่อาชีพ และทีมชาติต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย และการกีฬาแห่งประเทศไทย พยายามสร้างมาตรฐานให้วงการฟุตบอลหญิงเติบโตด้วยความมั่นคงสมกับที่พวกเธอเคยพาทีมชาติไทยไปสร้างชื่อในฟุตบอลโลกมาแล้ว
อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ายินดีหลังจากนี้คือ เราจะได้เห็นการสนับสนุนจากทาง ไนกี้ กับกิจกรรมเกี่ยวกับฟุตบอลแน่นอน ยิ่งกว่านั้นยังเป็นความร่วมมือกับสโมสรลิเวอร์พูล ยอดทีมยักษ์ใหญ่ระดับโลก ที่ได้รับการยืนยันจาก แมท พาริช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิ Liverpool FC Foundation ว่า พวกเขามีแผนเดินหน้ากิจกรรมฟุตบอลเพื่อสร้างโอกาสเท่าเทียมในโลกฟุตบอลให้กับเยาวชนหญิงของไทยต่อไป
จากพี่ถึงน้อง
ทางเดินของนักฟุตบอลไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อุปสรรคคือสิ่งที่ต้องเจอเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งทั้ง หมิว และ ใบหม่อน ต่างเคยผ่านมาแล้ว และพวกเธออยากส่งต่อคำแนะนำที่ดีเพื่อให้รุ่นน้องที่ฝันเป็นนักเตะอาชีพทำตามฝันของตัวเองให้เป็นจริง
“ถ้าน้อง ๆ คนไหนที่ความฝันเป็นนักฟุตบอล อยากให้ไปอยู่ในสังคมกีฬาเต็มตัวคือเข้าเรียนในโรงเรียนกีฬา อย่างโรงเรียนกีฬาชลบุรี ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่มีความพร้อมทั้งอุปกรณ์ สนามฟุตบอล โค้ช และคนรอบข้าง สภาพแวดล้อมที่ดี แต่สิ่งที่ทุกคนต้องมีคือความอดทน ขยัน และระเบียบวินัย” ใบหม่อน กล่าวย้ำถึงสิ่งสำคัญที่นักฟุตบอลต้องมี
ส่วน หมิว เผยว่า “วันหนึ่งถ้าเราเติบโตจนมีโอกาสได้ไปเล่นต่างประเทศ อยากให้ลองกล้าที่จะไปก่อน หมิว เคยมีโอกาสหลายครั้งแต่กลับเลือกจะปล่อยมันไปเพราะไม่กล้า แต่อยากให้น้อง ๆ ที่มีโอกาสให้มีความกล้า กล้าที่อยากจะไป น้อง ๆ จะสามารถไปเล่นในระดับนานาชาติหรือพัฒนาเพื่อยกระดับไปได้ไกลกว่านี้ได้”
“หมิว อยากให้อดทนในการฝึกซ้อม อย่างที่รู้กันฟุตบอลเป็นกีฬาที่ต้องเจอแดด เราเป็นผู้หญิงก็อาจมีบางคนเจอแดดแล้วไม่ไหว แต่อยากให้อดทน ตั้งใจฝึกซ้อมพัฒนาตัวเอง แล้วสักวันหนึ่งเราจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราตั้งใจทำมาตลอด” หมิว กล่าวปิดท้าย
