1920s: เอล กลาซิโก้ ครั้งแรกในวงการฟุตบอล
เอล กลาซิโก้ เกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1929 เพียง 2 สัปดาห์ หลังจากลาลีกาเริ่มก่อตั้งขึ้น
เกมในวันนั้น บาร์เซโลนา เปิดสนามเลส คอร์ทส ต้อนรับการมาเยือนของ เรอัล มาดริด ซึ่งแฟนบอลเจ้าถิ่นที่เข้ามาเต็มสนามมั่นใจอย่างยิ่งว่าทีมรักของพวกเขาจะคว้าชัยได้ไม่ยาก ทว่ากลับเป็นราชันชุดขาวที่เอาชนะไปด้วยสกอร์ 2-1
แม้บาร์ซาจะบุกไปเอาคืนในเกมต่อมาด้วยสกอร์ 1-0 และคว้าแชมป์ลาลีกาไปครอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทีมดังจากเมืองหลวงคือผู้ชนะเอล กลาซิโก้ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์
Getty1930s: เรอัล มาดริด ชนะเยอะสุดในประวัติศาสตร์เอล กลาซิโก้
เหตุการณ์นี้กิดขึ้นในฤดูกาล 1934/35 เมื่อเรอัล มาดริด เปิดสนามชามาร์ตินถล่มบาร์เซโลนาขาดลอย 8-2
เพียงแค่ครึ่งแรก เจ้าถิ่นก็นำขาดถึง 5-1 ก่อนที่เฟเรนซ์ พลัตต์โก กุนซือชาวฮังกาเรียนของบาร์ซาจะขอเปลี่ยนลูกฟุตบอลตอนพักครึ่ง แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น
ทำให้ราชันชุดขาวครองสถิติชนะด้วยสกอร์สูงที่สุดในประวัติศาสตร์เอล กลาซิโก้
1940s: จุดเริ่มต้นของ ‘เอล กลาซิโก้’ ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้?
อาจกล่าวได้ว่าความดุเดือดของเอล กลาซิโก้ เริ่มต้นในยุค 1940s เมื่อพวกเขาเสมอกันด้วยสกอร์ถึง 5-5 ณ สนามเลส คอร์ทส เมื่อปี 1943 ซึ่งถือเป็นผลเสมอที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ด้วย
LaLiga1950s: เอล กลาซิโก้ คือการแข่งขันฟุตบอลนัดแรกที่ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์สเปน
ประวัติศาสตร์นี้ถูกจารึกขึ้นในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1959 เมื่อเอล กลาซิโก้ได้รับการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ ประเทศสเปน เป็นหนแรก
ด้วยความที่เป็นเทคโนโลยีสุดล้ำในยุคนั้น ความวุ่นวายก่อนเกมจึงเกิดขึ้นเมื่อผู้คนทั้งสองเมืองต่างก็ต้องการรับชมแมตช์นี้ ทำให้ทีวีขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
เรอัล มาดริด ซึ่งมีตำนานอย่าง อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน และ เฟเรนซ์ ปุสกัส ลงเล่นด้วย และพวกเขาก็เอาชนะไปด้วยสกอร์ 1-0 ณ เบร์นาเบว แต่แชมป์ลาลีกาฤดูกาลนั้นตกเป็นของบาร์เซโลนา ซึ่งคว้าแชมป์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี
Getty Images1960s: ดิ สเตฟาโน ยังคงหลอกหลอนบาร์เซโลนา
ตำนานชาวอาร์เจนไตน์ เป็นดาวยิงสูงสุดในเอล กลาซิโก้ ของเรอัล มาดริด และเป็นศัตรูตัวฉกาจของบาร์เซโลนาในหลาย ๆ ครั้ง
อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน ยิงไป 14 ประตู จากการลงสนาม 20 นัด ซึ่งรวมถึงการซัดเบิ้ลในแมตช์สุดตราตรึงใจที่ราชันชุดขาวบุกมาเอาชนะบาร์ซา 5-3 ณ คัมป์ นู แม้ว่าขณะนั้นสนามเพิ่งเริ่มเปิดใช้งาน เมื่อเดือนธันวาคม 1960
และชัยชนะในนัดนั้นก็เหมือนเป็นการเปิดศักราชใหม่ให้โลส บลังโกส ได้ครองความยิ่งใหญ่ในวงการฟุตบอลสเปนอย่างแท้จริง
Enter source name1970s: โยฮัน ครัฟฟ์ กับปรัชญาฟุตบอลของบาร์เซโลนา
โยฮัน ครัฟฟ์ ย้ายมาบาร์เซโลนา ในฐานะนักเตะเมื่อปี 1973 และช่วยให้ทีมดังแคว้นกาตาลันกอบกู้ชื่อเสียงในเอล กลาซิโก้อีกครั้ง
เพียงแค่ฤดูกาลแรกที่สวมเสื้อบาร์ซา ดาวเตะดัตช์แมนก็โชว์ฟอร์มร้อนแรงด้วยการพาต้นสังกัดบุกเอาชนะเรอัล มาดริด ได้ถึงเบร์นาเบว 5-0
เอล ซัลวาดอร์ พาอาซูลกรานาคว้าแชมป์ลาลีกาในฤดูกาลนั้น แต่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือเขาเป็นผู้วางรากฐานปรัชญาฟุตบอลให้สโมสร และมันก็ยังคงเป็นเอกลักษณ์เรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน
Getty Images1980s: เรอัล มาดริด ยุคกินต้า เดล บุยเตร กับแชมป์ 5 ปีติด
โลส บลังโกส ห่างหายจากถ้วยแชมป์ลาลีกาถึง 6 ปี ก่อนทีพวกเขาจะเปิดรังเบร์นาเบวเอาชนะบาร์เซโลนา 3-1 ในเดือนมีนาคม 1986
ตำนานราชันชุดขาวอย่างฆอร์เก้ บัลดาโน และ เอมิลิโอ บูตราเกนโญ มีชื่อในสกอร์บอร์ดวันนั้น และเป็นกำลังสำคัญที่นำแชมป์ลีกสูงสุดกลับสู่เมืองหลวง รวมถึงเป็นการเปิดศักราชความยิ่งใหญ่ของสโมสรอีกครั้ง
เรอัล มาดริด ในยุคนั้นถูกเรียกว่า ‘กินต้า เดล บุยเตร’ (แก๊งพญาแร้ง) ซึ่งประกอบด้วยผลผลิตจากสโมสรอย่างเอมิลิโอ บูตราเกนโญ, มิเชล, มาโนโล ซานชิส, ราฟาเอล มาร์ติน บาสเกซ และ มิเกล ปาร์เดซา ซึ่งพวกเขาทั้ง 5 ก็พาต้นสังกัดครองแชมป์ลาลีกาถึง 5 ปีติด ตั้งแต่ 1986-1990

1990s: บาร์เซโลนา ยุคดรีมทีม
โยฮัน ครัฟฟ์ กลับสู่บาร์เซโลนาอีกครั้งในฐานะเฮดโค้ช และให้กำเนิด ‘ดรีมทีม’ ที่กวาดแชมป์ลาลีกาตั้งแต่ปี 1991-1994
เรื่องราวของเอล กลาซิโก้ก็น่าจดจำไม่แพ้กัน เมื่อบาร์ซา เปิดสนามคัมป์ นู เอาชนะ 5-0 เมื่อปี 1994 โดยโรมาริโอทำแฮตทริกได้ และโค้ชคนปัจจุบันอย่างโรนัลด์ คูมันด์ก็ซัดประตูเช่นกัน
ก่อนที่อีกเกือบ 12 เดือนถัดมา เรอัล มาดริดจะแก้แค้นได้สำเร็จด้วยสกอร์เดียวกัน โดยผู้ทำแฮตทริกในเกมนี้เป็นอิวาน ซาโมราโน และโค้ชในอนาคตของอาซูลกรานาอย่างหลุยซ์ เอ็นริเก้ ก็ยิงประตูให้ราชันชุดขาวด้วยเหมือนกัน!
Getty2000s: เสียงเชียร์กระหึ่มแด่ชายที่ชื่อ ‘โรนัลดินโญ’
เดือนพฤศจิกายน 2005 ณ ซานติอาโก้ เบร์นาบิว ถือเป็นนัดที่น่าจดจำที่สุดในยุคนี้
เกมในวันนั้น บาร์เซโลนาออกนำก่อนอย่างรวดเร็วจากซามูเอล เอโต้ แต่โชว์ของโรนัลดินโญเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
สตาร์บราซิเลียนเลี้ยงเดี่ยวจากแดนตัวเองมาทางกราบซ้าย แตะหลบการสกัดของเซร์คิโอ รามอส ล็อคหนีอิบัน เอลเกรา โรแบร์โต้ คาร์ลอสที่ตามมาก็สไลด์ไม่ทัน ก่อนที่เจ้าตัวจะยิงผ่านมืออิเกร์ คาซิยาสเข้าประตูไป
ถัดมาอีกเพียง 15 นาที โรนัลดินโญแผลงฤทธิ์อีกครั้งด้วยการเลี้ยงจี้เข้าหารามอส ก่อนจะสปีดหนีเข้าไปซัดเสียบเสาไกล
ผลการแข่งขันจบที่บาร์ซาชนะ 3-0 ผู้ชมในสนามต่างก็อึ้งและปรบมือให้กับฟอร์มอันร้อนแรงชายผู้นี้ ก่อนที่อีก 1 สัปดาห์ต่อมา เขาก็คว้ารางวัลบัลลงดอร์ไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่
AS2010s: ทุกคนที่เบร์นาเบวไม่มีทางลืม ‘เมสซี’
ลิโอเนล เมสซี คือดาวซัลโวตลอดกาลของเอล กลาซิโก้ และชื่อของเขากับแมตช์นี้ก็เหมือนกับของคู่กันไปเสียแล้ว
หากจะกล่าวถึงเกมอันน่าจดจำและดราม่าที่สุดคงหนีไม่พ้นการแข่งขันเมื่อเดือนเมษายน 2017
ซูเปอร์สตาร์อาร์เจนไตน์ยิงประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ พาต้นสังกัดเฉือนชนะ 3-2 ก่อนจะวิ่งดีใจด้วยการถอดเสื้อและโชว์ชื่อตัวเองชัด ๆ ต่อหน้าแฟนบอลในวันนั้น
Getty Images2020s: สถานีต่อไป...เอล กลาซิโก้ ครั้งแรกในยุคโควิด-19
ศึกเอล กลาซิโก้ นัดแรกแห่งยุคโควิด-19 จะเริ่มฟาดแข้งกันในวันที่ 24 ตุลาคมนี้ เวลา 21.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)
ช่องทางถ่ายทอดสด: beIN SPORTS 1 / beIN SPORTS Xtra




