พล.ต.อ. ดร. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ชี้แจงถึงแนวคิดการเพิ่มโควต้านักเตะอาเซียนจากเดิมที่ลงสนามได้ 1 คนเป็นสูงสุด 3 คน ในการแข่งขันฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก ฤดูกาล 2019
แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากการประชุมร่วมระหว่างสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ, บริษัท ไทยลีก จำกัด และสโมสรสมาชิกจาก โตโยต้า ไทยลีก เมื่อวันจันทร์ที่ 9 กรกฏาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยทุกฝ่ายต่างร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าการเพิ่มโควต้านักเตะอาเซียนมีโอกาสในการเพิ่มมูลค่าของลีก และเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้กับทุกสโมสรนำไปพัฒนาศักยภาพทีมได้ในอนาคต
พล.ต.อ.ดร.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง กล่าวว่า "ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า โลกของฟุตบอลเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ปัจจุบันไม่ใช่แค่การแข่งขันฟุตบอลอย่างเดียว แต่ยังมีธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย บนพื้นฐานของคนทำทีมฟุตบอล โดยเฉพาะประเทศที่เริ่มพัฒนากีฬาฟุตบอลอย่างประเทศไทย ปัจจัยสำคัญก็คืองบประมาณในการทำทีม สโมสรต่างๆ ลงทุนหลายร้อยล้าน ซึ่งแต่ละสโมสรก็มีงบประมาณไม่เท่ากัน"
"ที่ผ่านมาทุกสโมสรจะต้องดิ้นรนหาผู้สนับสนุน หรือ สปอนเซอร์ ผมอยากเปรียบเทียบประเทศไทย เหมือนบ่อน้ำ สโมสรต่างๆ ก็เหมือนปลาที่อยู่ในบ่อน้ำ ทุกคนก็แย่งอาหารกันกิน วันหนึ่งถ้าอาหารหมด หรือหากเศรษฐกิจไม่ดี สปอนเซอร์ไม่มี เขาจะอยู่กันอย่างไร"
"วันนี้เราต้องคิดรูปแบบใหม่ โดยการระดมความเห็นจากทุกฝ่าย ไม่ได้คิดโดยลำพัง หรือนั่งนึกกันเอาเอง เราก็มองประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว ยกตัวอย่าง เช่น พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มูลค่าของลีกมีค่ามหาศาล เงินที่ตกไปยังสโมสรก็มหาศาล เราอยากเป็นแบบนั้น"
เกาะติดตลาดซื้อขายนักเตะ โตโยต้า ไทยลีก 2018 เลกสอง
รายชื่อกุนซืออำลาทีมกลางฤดูกาล โตโยต้าไทยลีก 2018
ข่าวอื่นๆ | ติดตามข่าว ฟุตบอลไทย เพิ่มเติมที่นี่
"ผมมีโอกาสไปชมเกมนัดเปิดสนามในการแข่งขันฟุตบอลโลกที่มอสโก ช่วงนั้นก็มีการประชุมฟีฟ่า และเอเอฟซี การประชุมเอเอฟซีวันนั้นมีเรื่องสำคัญเกิดขึ้น คือ มีการประมูลลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลในความรับผิดชอบของเอเอฟซี ซึ่งเดิมมีบริษัทหนึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์มาโดยตลอด แต่ในการประมูลครั้งนี้มีอีกบริษัทหนึ่งยื่นประมูลแข่ง โดยให้เงินตอบแทนแก่เอเอฟซี มากกว่าบริษัทเก่าถึง 7 เท่าตัว ลองคิดเล่นๆว่า ถ้าบริษัทเดิม ให้ค่าลิขสิทธิ์เอเอฟซี 1,000 ล้านบาท ก็แสดงว่าบริษัทใหม่ต้องทุ่ม 7,000 ล้านบาท”
"ที่ผ่านมาผมมีความคิดมาโดยตลอด และเห็นใจสโมสรฟุตบอลในบ้านเราว่า เขาทุกทีมทำสโมสรฟุตบอล ด้วยความรัก และความเหนื่อยยาก โดยเฉพาะสโมสรเล็กๆ ที่ต้องตะเกียกตะกายไปหาสปอนเซอร์ แล้วเมื่อไหร่จะมีโอกาสผลักดันหรือพัฒนาทีมตัวเองไปแข่งกับทีมใหญ่ๆ ของลีกได้"
"ในที่ประชุมสโมสรสมาชิกวันนั้น มีความคิดและความเห็นตรงกันว่า เมื่อโลกฟุตบอลเปลี่ยนไป มันเป็นธุรกิจมากขึ้น เมื่อเป็นธุรกิจเราต้องเพิ่มมูลค่า ประเทศไทยมีประชากร 70 กว่าล้านคน มันก็เหมือนปลาในบ่อมีแค่นี้ แต่ถ้าเรามองทุกประเทศในอาเซียนมีประชากรร่วมกว่า 600 ล้านคน เราไม่ต้องคาดหวังว่าคนในอาเซียนทั้งหมดจะดูฟุตบอลไทยลีก แต่เอาส่วนหนึ่งมาดูฟุตบอล มันเป็นการขยายตลาด สร้างมูลค่าให้กับฟุตบอลไทยได้ แต่เราก็ต้องวางแผนหรือเขียนระเบียบ กติกาในการนำนักกีฬาที่เป็นโควต้าอาเซียนเข้ามาให้ดี รวมทั้งแผนการตลาดด้วยเช่นกัน"
"คิดดูว่าถ้าเกิดประเทศเพื่อนบ้านดูฟุตบอลลีกไทย เหมือนอย่างที่เราดูฟุตบอล เจลีก เพราะมีนักเตะของไทยไปเล่นอยู่ที่นั่น ทั้ง ธีรศิลป์, ธีราทร, ชนาธิป เอาง่ายๆ ผมเองไม่เคยดูฟุตบอลเจลีก แต่เดี๋ยวนี้วันที่ต้นสังกัดของนักเตะทั้งสามคนมีเกมแข่งขัน บ่ายๆ ผมก็เปิดทีวีดูฟุตบอลเจลีก"
"นี่คือเหตุผลที่ผมคิดว่าถึงเวลาแล้ว ถ้าหากประเทศไทยอยากจะเป็นศูนย์กลางฟุตบอลของอาเซียน เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด อย่าไปปิดกั้น อย่าไปกลัวว่านักเตะไทยจะไม่มีพื้นที่เล่น นักเตะอาเซียนจะมาแย่งนักเตะไทยทำมาหากิน มองในมุมตรงข้าม นี่ทำให้เกิดการแข่งขัน นักเตะไทยมีแรงจูงใจในการพัฒนาฝีเท้า และยกระดับวงการฟุตบอลไทยโดยรวม" นายกสมาคมฯ กล่าวปิดท้าย
