ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ เคยโดนปรามาสว่าเป็นอะไรไม่ได้มากไปกว่าเด็กยกน้ำ
มันเป็นงานของคนรับใช้ งานของตัวสำรองซึ่งไม่ได้มีพรสวรรค์มากมายนัก เมื่อเทียบกับนักเตะอย่างเอริค คันโตนา ที่มีสไตล์ของตัวเองและมีความงดงามดั่งบทกวี
นักเตะอย่างเดส์ชองส์มีความเป็นคนงานมากกว่า เป็นคนที่คอยขนของในเรือ มากกว่าจะเป็นนายพลอย่างคันโตนาที่คอยถือหางเสือและคุมเรือ
Gettyเดส์ชองส์ต้องยอมรับตัวเองตั้งแต่เด็กๆ ว่าแค่พรสวรรค์อย่างเดียว ไม่เพียงพอจะทำให้เขากลายเป็นนักเตะอาชีพได้
"ผมคิดว่าดิดิเยร์เป็นตัวอย่างของนักเตะที่อยากจะประสบความสำเร็จแม้กระทั่้งว่าพวกเขาไม่มีพรสวรรค์จากพระเจ้า" ฟรองค์ เลอเบิฟ อดีตเพื่อนร่วมทีมเชลซีและทีมชาติฝรั่งเศสเคยกล่าวทาง Independent
ซึ่งทางเดส์ชองส์ก็เห็นด้วย "ผมไม่เคยเป็นนักเตะพรสวรรค์อย่างซีดาน หรือเดล ปิเอโร ผมเลยต้องอุดช่องว่างของตัวเองด้วยการทำงานหนักและช่วยเพื่อนร่วมทีมทุกวิธีที่ผมจะทำได้"
Gettyหลังจากเติบโตกับทีมสโมสรท้องถิ่น เดส์ชองส์ทำงานอย่างหนักและได้ย้ายไปอยู่กับน็องต์ ก่อนจะได้โอกาสลงสนามในลีกเอิงนัดแรกเมื่อปี 1985
เขาลงสนามในลีกเอิงไปมากกว่า 100 นัด ก่อนจะย้ายไปอยู่กับมาร์กเซย์เมื่อปี 1989 เพื่อร่วมงานกับคันโตนา และได้แชมป์ลีกเอิง 2 สมัย
เดส์ชองส์ได้ลงสนาม 17 นัด ในฤดูกาลแรกของเขากับโอแอ็ม และได้แชมป์เป็นรายการแรก ก่อนจะถูกปล่อยยืนในฤดูกาลต่อมา และเขากลับมาใหม่เมื่อฤดูกาล 1991-92 ซึ่งเขาพลาดการลงสนามเพียง 2 นัดเท่านั้นในฤดูกาลที่มาร์กเซยคว้าแชมป์ลีกได้อีกสมัย
เดส์ชองส์เติบโตจนกลายเป็นแกนกลางในทีมซึ่งคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาลถัดมา ซึ่งเขาเป็นกัปตันพาทีมเอาชนะเอซี มิลาน ของฟาบิโอ คาเปลโล ในรอบชิงชนะเลิศ
Gettyเรื่องฉาวเกี่ยวกับการล้มบอลทำให้สโมสรไม่ได้ไปป้องกันแชมป์ยุโรป อีกทั้งปี 1994 ยังตกชั้นไปเล่นในลีกเดออีกด้วย นั่นทำให้เวลาของเดส์ชองส์กับฟุตบอลฝรั่งเศสถึงจุดสิ้นสุด เขาย้ายไปอิตาลี ไปอยู่กับยูเวนตุส พร้อมแชมป์ลีกเอิง 2 สมัย และได้ลงสนามรวมมากกว่า 250 นัดในลีก
เดส์ชองส์กลายเป็นกัปตันพาขุนพลตราไก่คว้าเวิลด์คัพในประเทศบ้านเกิดของตัวเองเมื่อปี 1998 รวมถึงคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในอีก 2 ปีถัดมา
Getty"คุณไม่สามารถมีแต่ศิลปินในทุกตำแหน่งในสนามได้หรอก" เลอเบิฟ กล่าว "คุณต้องมีนักเตะซึ่งทุ่มเทเพื่อคนอื่นๆ และไม่มีใครที่ทำเรื่องนี้ได้ดีกว่าดิดิเยร์"
นั่นคือเรื่องราวของคนงานผู้ทะยานสู่จุดสูงสุดของวงการฟุตบอล "ไม่ต้องสงสัยเลยว่าปี 1998 ไม่เพียงเป็นเกียรติสูงสุดในอาชีพของผมเท่านั้น แต่รวมถึงชีวิตของผมด้วย" เดส์ชองส์ นายพลคนใหม่แห่งฝรั่งเศสกล่าว


