OPINION : แอร์เบ ไลป์ซิก : ม้ามืดที่โลกรัก แกะดำที่เยอรมันรังเกียจ

ผลงานสุดเซอร์ไพรส์ของทีมน้องใหม่บุนเดสลีก้าสร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลทั่วโลก แต่สำหรับแฟนบอลเยอรมันแล้วพวกเขากลับกลายเป็นเพียงแค่ทีมนอกคอก

หรือ แอร์เบ ไลป์ซิก จะเดินตามรอยไกเซอร์สเลาเทิร์น? 

เชื่อว่าคำถามนี้คงอยู่ในใจของใครหลายคนในเวลานี้ เมื่อทีมน้องใหม่ไฟแรงแห่งบุนเดสลีก้าทำผลงานหักปากเซียนในช่วง 10 นัดแรก ผงาดทำแต้มทาบจ่าฝูงอย่าง บาเยิร์น มิวนิค เป็นรองแค่ผลต่างประตูได้เสีย มีลุ้นคว้าแชมป์ลีกสูงสุดตั้งแต่ปีแรกที่เลื่อนชั้นขึ้นมาตามรอยทีมของ อ็อตโต้ เรห์ฮาเกล ในฤดูกาล 1997-98

แอร์เบ ไลป์ซิก เริ่มไต่เต้าตั้งแต่ลีกระดับดิวิชัน 5 ในชื่อเดิมว่า “เอสวีวี มาร์ครานสตัดต์” พวกเขาได้รับเม็ดเงินสนุบสนุนก้อนโตจาก”เร้ด บูล” กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มบำรุงกำลังจากออสเตรียที่เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร ก่อนยกระดับตัวเองขึ้นมาอย่างรวดเร็วใช้เวลาเลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีก้าเพียง 7 ปี และเป็นตัวแทนจากฝั่งตะวันออกของเยอรมันเพียงทีมเดียวที่ได้โลดแล่นบนลีกสูงสุดของประเทศนับตั้งแต่ เอเนอร์กี้ ค็อตบุส ที่ตกชั้นเมื่อปี 2009 

ความสำเร็จของ แอร์เบ ไลป์ซิก ต้องยกความดีความชอบให้กับวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร พวกเขาเน้นการลงทุนกับผู้เล่นอายุน้อยเป็นหลักเพื่อประโยชน์ระยะยาวของสโมสร เริ่มตั้งแต่ดึงบุคลากรมือดีเข้ามาช่วยกันดูแลงานตรงส่วนนี้ โดยเฉพาะในรายของ ราล์ฟ รังนิค เทรนเนอร์สมองเพชรที่เข้ามานั่งตำแหน่งผอ.กีฬาของสโมสรมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก

“เราจะเซ็นสัญญากับนักเตะที่มีอายุระหว่าง 17-23 ปีเท่านั้น เพราะนักเตะยุคนี้มีแนวโน้มเลิกเล่นเร็วกว่าช่วง 10 หรือ 15 ปีที่ผ่านมา”

รังนิคประกาศนโยบายทำทีมอย่างชัดเจนเมื่อปี 2014 ซึ่งมีส่วนผลักดันทีมมาไกลถึงจุดที่ยืนอยู่


ข่าวอื่นๆ | ติดตามข่าว ฟุตบอลยุโรป เพิ่มเติมที่นี่


เมื่อผู้เล่นอย่าง เดวี เซลเก้, มาร์เซล ซาบิตเซอร์, นาบี เคต้า, โอลิเวอร์ เบิร์ก, ทิโม เวอร์เนอร์ และ แบร์นาโด้ ที่ แอร์เบ ไลป์ซิก ดึงเข้ามาเสริมทัพในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และกลายเป็นกำลังสำคัญนำทีมโชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงในลีก ณ ขณะนี้ ล้วนมีอายุไม่เกิน 23 ปีทั้งสิ้น

การเข้ามาลุยทำสโมสรฟุตบอลแบบเอาจริง ทุ่มทุนจริง แถมผลงานดีจริงอย่างนี้ อาจเป็นที่ชื่นอกชื่นใจของแฟนบอลบางที่ แต่ไม่ใช่เยอรมันอย่างแน่นอน เมืองลูกหนังแห่งนี้มีกฎกติกาที่ยึดถืออย่างภาคภูมิและถูกยกให้เป็นลีกต้นแบบของโลก

ที่นี่มีกฎห้ามสโมสรใส่ชื่อสปอนเซอร์ในชื่อทีมเป็นอันขาด แต่ ดีทริช มาเตชิตส์ เจ้าของเร้ดบูลกลับหัวหมอหลีกเลี่ยงข้อห้ามนี้ด้วยการใช้ตัวย่อตั้งชื่อทีมว่า “แอร์เบ ไลป์ซิก” โดยอ้างว่า “แอร์เบ” มาจากคำว่า “RasenBallsport” ในขณะเดียวกันมันก็สื่อความหมายถึงคำว่า “เร้ด บูล” ชื่อผลิตภัณฑ์ของเขาโดยตรง

ขณะที่ กฎ 50+1 นั้นคือสิ่งที่ทำให้ลีกเยอรมันแตกต่างจากลีกอื่น แฟนบอลที่นี่ต้องเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของสโมสรและถือสิทธิ์ขาดในการบริหารทีม เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มนายทุนเข้ามาหาประโยชน์และควบคุมกิจการของสโมสรแบบเบ็ดเสร็จ(ยกเว้นทีมที่ถูกก่อตั้งขึ้นโดยเอกชนอย่าง ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน และ โวล์ฟส์บวร์ก) 

ทว่า แอร์เบ ไลป์ซิก กลับปิดกั้นการเข้ามามีส่วนร่วมของแฟนบอลด้วยการตั้งค่าสมัครสมาชิกสโมสรสูงถึงปีละ 800 ยูโร แพงกว่า บาเยิร์น มิวนิค กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ถึง 10 เท่า พวกเขามีแฟนบอลถือหุ้นในสโมสรเพียง 300 คน แต่กลับมีสมาชิกที่มีสิทธิ์ออกเสียงโหวตแค่ 17 คน แถมส่วนใหญ่ยังเป็นลูกจ้างและมีความเกี่ยวข้องกับ”เร้ด บูล”อีกต่างหาก

ในขณะที่จำนวนสมาชิกผู้ถือหุ้นของสามทีมชั้นนำในประเทศล้วนเกินหลักแสนทั้งนั้น เสือใต้ 300,000 คน, เสือเหลือง 139,000 คน และ ชาลเก้ 136,205 คน โดยทุกคนต่างมีสิทธิ์มีเสียงในการโหวตเท่าเทียมกัน 

ยิ่งไลป์ซิกไปได้สวย เหล่า ‘ซัพพอร์เตอร์’ ผู้เชื่อมั่นว่าตนมีส่วนในการขับเคลื่อนฟุตบอลเยอรมันมาจนยิ่งใหญ่ไม่แพ้นายทุนหรือห้างร้าน ยิ่งเหมือนโดนตบหน้ากลางแดด

กอปรกับการที่”เร้ด บูล”เป็นเจ้าของทีมฟุตบอลถึง 4 สโมสร ใน 4 ประเทศ(เร้ดบูล ไลป์ซิก, เร้ด บูล บราซิล, นิวยอร์ค เร้ด บูล และ เร้ด บูล ซัลซ์บวร์ก) แถมยังสนใจซื้อสโมสรในลีกอังกฤษเพิ่มอีก

หลายคนจึงอดคิดไม่ได้ว่าพวกเขาเข้ามาเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ทางธุรกิจ โดยเฉพาะแฟนบอลเยอรมันที่ภาคภูมิใจกับการมีส่วนร่วมในการบริหารสโมสร “แอร์เบ ไลป์ซิก”จึงกลายเป็นปรปักษ์ของแฟนบอลทั้งประเทศ ถูกใครต่อใครตราหน้าว่าเป็นเนื้อร้ายและเจอกระแสรุมต่อต้านในทุกรูปแบบ

ยกตัวอย่างเช่น แฟนบอลของ”ยูเนียน เบอร์ลิน”พร้อมใจกันใส่ชุดดำและเงียบตลอด 15 นาทีแรก ในเกมที่ทีมลงเล่นกับ แอร์เบ ไลป์ซิก ขณะที่สโมสรทำแสบชูเรื่องฟาร์มวัวเป็นหน้าแรกในหนังสือโปรแกรมเพื่อล้อเลียน”เร้ด บูล”

แฟนบอลดอร์ทมุนด์ที่ขึ้นชื่อว่ารักสโมสรเข้าเส้นประกาศไม่เดินทางไปเชียร์ทีมรักที่สนามของ แอร์เบ ไลป์ซิก โดยเลือกฟังผลทางวิทยุอยู่ที่บ้านแทน

แฟนบอล”ดินาโม เดรสเดน”ปาหัวกระทิงลงมาในสนามในเกม”เดเอฟเบ โพคาล”แมทช์ดวล แอร์เบ ไลป์ซิก แสดงความเกลียดชังต่อผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชูกำลังจากออสเตรีย

เมื่อฐานะและผลงานของ แอร์เบ ไลป์ซิก ยังไม่พอจะซื้อที่ทางในสังคมฟุตบอลเมืองเบียร์ พวกเขาคงต้องก้มหน้ารับชะตากรรมเช่นนี้ต่อไป ตราบใดที่ยังไม่ปรับโครงสร้างให้สอดคล้องครรลองที่ปฎิบัติกันมา

เพราะความสำเร็จในสนามนั้นซื้อใจคนเยอรมันไม่ได้ หากมันได้มาโดยการละเมิดกฎส่วนรวมที่ทุกคนเคารพ