Art Corner : ชายผู้เดินจากอย่างเดียวดาย

จากบุรุษผู้เคยเกือบสร้างประวัติศาสตร์พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ในวันนี้เขากลับต้องเก็บกระเป๋าเดินออกจากสโมสรอย่างเดียวดายในฐานะผู้ล้มเหลว

โดย วิสูตร ดำหริ GOAL
wisoot.art@gmail.com
ติดตาม @wdumri  ทาง twitter

ความร้อนแรงของ เซร์คิโอ กุน อเกวโร จากผลงานซัด 5 ประตูใน 20 นาที, มรสุมลูกใหญ่ของ โชเซ มูรินโญ จากความพ่ายแพ้ต่อเซาแธมป์ตัน และ ผลงานอันน่าประทับใจของอาร์เซนอลจากชัยชนะสวยหรูเหนือแมนฯ ยูฯ กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยหากเทียบกับข่าวใหญ่จากแอนฟิลด์ เมื่อ เฟนเวย์ สปอร์ตส กรุ๊ป หรือ (FSG) ออกแถลงการณ์ในนามของสโมสรลิเวอร์พูลสั่งปลด เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ออกจากตำแหน่งแบบฟ้าผ่า

การตัดสินใจของ จอห์น เฮนรี เจ้าของสโมสรสร้างความประหลาดใจให้กับคนในวงการลูกหนังไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องไทม์มิ่ง(ช่วงเวลา) เพราะหงส์แดงเพิ่งบุกไปแบ่งแต้มจากทีมแกร่งอย่างเอฟเวอร์ตันในเกมเมอร์ซีไซด์ดาร์บี้ เมื่อดูจากฟอร์มการเล่นก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นรับไม่ได้

ทางฝั่งเทรนเนอร์ชาวไอร์แลนด์เหนือเองคงไม่รู้ถึงชะตากรรมของตัวเองเช่นกัน เพราะยังให้สัมภาษณ์กับสื่อหลังจบเกมอยู่เลยว่าไม่รู้สึกกดดันกับสถานการณ์ในทีม ทว่า 2 ชั่วโมงต่อมา กลับมีคำสั่งให้เขาเก็บกระเป๋าออกจากสโมสร ทำเอาใครหลายคนช็อคถ้วนหน้า แม้แต่เธียร์รี อองรี ยังหน้าเหวอออกทีวีเมื่อทราบข่าว

คำต่อคำ: ร็อดเจอร์สแถลงอำลาลิเวอร์พูล

ความจริงการตกงานของบีร็อดไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย หากดูผลงานของเรดแมชชีนตั้งแต่ฤดูกาลก่อนมาจนถึงปัจจุบันนี้ที่มีแต่แย่ลง และก่อนหน้านี้ก็เริ่มมีสัญญาณบอกเหตุออกมาอยู่เนืองๆ หลังทีมออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ด้วยผลงานที่น่าผิดหวัง 

ฟางเส้นสุดท้ายระหว่างร็อดเจอร์สกับกลุ่มทุน”FSG”คงเป็นเกมที่ทีมทำได้เพียงเฉือนชนะ คาร์ไลล์ ยูไนเต็ด ทีมรองบ่อนจากลีกทู ด้วยการดวลจุดโทษในศึกแคปิตอล วัน คัพ รอบสาม เมื่อเดือนก่อน พร้อมทำสถิติไม่ชนะใคร 6 นัดติดต่อในทกรายการ(นับเฉพาะ 90 นาที) โดยหลังจบเกมนั้นสื่อทั่วเกาะอังกฤษต่างพร้อมใจประโคมข่าวทันทีว่า บอร์ดบริหารของหงส์แดงกำลังพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าผู้ฝึกสอน ก่อนทำเซอร์ไพรส์มีคำสั่งตะเพิดอดีตนายใหญ่สวอนซีเมื่อคืนนี้

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลในช่วงซัมเมอร์ปี 2012 พร้อมลั่นวาจาขอนำความสำเร็จกลับคืนสู่ถิ่นแอนฟิลด์อีกครั้งภายในระยะเวลา 3 ปี ท่ามกลางความคาดหวังอันสูงลิ่วของเหล่าเดอะค็อป

แม้ผลงานในปีแรกของเฮดโค้ชวัย 42 กะรัต จะไม่ได้สวยหรูนักหลังพาทีมจบอันดับ 7 ในตาราง แต่ก็ถือว่ามีพัฒนาการจากยุคของเคนนี ดัลกลิช ซึ่งจบอันดับ 8 แถมยังแสดงให้เห็นถึงสายตาอันเฉียบแหลมด้วยการดึง ฟิลิปเป้ คูตินโญ กับ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ เข้ามาเสริมทัพและเป็นกำลังสำคัญในแนวรุกจนถึงทุกวันนี้

จากนั้นฤดูกาล 2013-14 ถือเป็นปีสร้างชื่อของบีร็อดอย่างแท้จริง หลังเขาปรับจูนทีมจนโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดและเกือบสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกได้สำเร็จ แต่ดันมาตกม้าตายในช่วง 3 นัดสุดท้าย ทำได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์ อย่างไรก็ดี ทีมก็ได้รับตั๋วแชมเปียนส์ลีกเป็นรางวัลปลอบใจ และเทรนเนอร์รายนี้ก็ได้รับสัญญาฉบับใหม่จากสโมสรเป็นรางวัลตอบแทน

ในปีต่อมานายใหญ่ชาวไอร์แลนด์เหนือกลับต้องเผชิญหน้ากับมรสุมลูกใหญ่ เมื่อฟอร์มการเล่นของหงส์แดงตกลงอย่างน่าใจหายตกรอบแบ่งกลุ่มศึกยูซีแอลและจบเพียงอันดับ 6 ในลีก โดยเฉพาะผลงานอันน่าอับอายในเกมสุดท้ายของซีซั่นที่บุกไปโดน สโต๊ค ซิตี้ ถลุงยับ 1-6 ทำเอาเก้าอี้ของกุนซือรายนี้ร้อนเป็นไฟ

อย่างไรก็ตาม ร็อดเจอร์สยังโชคดีที่ได้รับโอกาสพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในปีนี้ แต่เขาก็ไม่สามารถกอบกู้สถานการณ์ของทีมได้ หลังหงส์แดงมีเพียง 12 แต้ม จาก 8 นัด รั้งอันดับ 10 ของตาราง ทั้งที่ลงทุนซื้อแข้งใหม่สูงเกือบ 80 ล้านปอนด์ จนมีอันต้องตกงานในที่สุด

หากดูผลงานโดยรวมของบีร็อดตามจริงก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่หลายคนคิด เพราะเขามีสถิติพาทีมเก็บชัยชนะในลีกเฉลี่ย 51.6% สูงเป็นอันดับสองของกุนซือหงส์แดงยุคพรีเมียร์ลีก เป็นรองแค่ ราฟาเอล เบนิเตซ ที่ทำได้ 55.3% คนเดียวเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้เอลบอสอยู่ในตำแหน่งได้นานกว่าคือถ้วยแชมป์

แต่จุดพลิกผันสำคัญที่ทำให้เขาต้องพบกับจุดจบเช่นนี้คงหนีไม่พ้นผลงานของทีมในฤดูกาล 2014-15 โดยเฉพาะแผนการเสริมผู้เล่นที่ผิดพลาด

กุนซือไอร์แลนด์เหนือใช้เงินดึงผู้เล่นหน้าใหม่เสริมแกร่งกว่า 100 ล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์ แต่มีเพียงแค่ เอ็มเร จัน คนเดียวเท่านั้นที่สอบผ่าน ส่วน อดัม ลัลลานา, เดยัน ลอฟเรน, ลาซาร์ มาร์โกวิช, อัลแบร์โต้ โมเรโน, ริคกี้ แลมเบิร์ต และ มาริโอ บาโลเตลลี ต่างสอบตกกันถ้วนหน้า นี่คือต้นตอของความล้มเหลวของหงส์แดง ณ ตอนนั้น ในวันที่ไร้เงา หลุยส์ ซัวเรซ และ แดเนียล สเตอร์ริดจ์(เจ็บ)

แน่นอนว่าร็อดเจอร์สต้องรับผิดชอบกับสิงที่เกิดขึ้น แต่เขาก็ไม่ควรถูกตำหนิอยู่เพียงผู้เดียว เพราะนอกจากเรื่องนี้แล้ว สิ่งที่ทำให้ลิเวอร์พูลต้องเผชิญกับสถานการณ์ตกต่ำเช่นนี้คือวิธีการบริหารงานของ เฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป ที่นำโดย จอห์น เฮนรี ที่เน้นแต่ผลประโยชน์ทางธุรกิจ

กรณีของ สตีเวน เจอร์ราร์ด คือตัวอย่างชัดเจนของการบริหารงานแบบผิดๆของFSG พวกเขาเลือกปล่อยกัปตันทีมผู้จงรักภักดี หลังไม่ยอมทุ่มค่าเหนื่อยในสัญญาใหม่ตามที่นักเตะเรียกร้อง เพราะมองว่ามันไม่คุ้มเมื่อพิจารณาจากอายุการใช้งานของแข้งรายนี้ โดยไม่ได้คำนึงถึงผลเสียที่ตามมาจากการทำลายศูนย์รวมจิตใจของทีมและสปิริตของนักเตะ

อย่างไรก็ดี บีร็อดคงไม่มีสิทธิ์ร้องขอความเห็นใจจากใครทั้งสิ้น เพราะเขาเป็นฝ่ายยินยอมอยู่ภายใต้เงื่อนไขการบริหารงานแบบนี้แถมยังไม่สามารถนำถ้วยแชมป์มาสู่สโมสรภายในเวลา 3 ปีตามสัญญาที่ให้ไว้ ดังนั้นเขาคงต้องก้มหน้ารับชะตากรรมที่ตัวเองเลือกโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

สิ่งที่น่าสนใจต่อจากนี้คือกุนซือคนใหม่จะสามารถนำพาลิเวอร์พูลกลับมาสู่เส้นทางที่ควรจะเป็นได้หรือไม่ เพราะสโมสรเลือกเปลี่ยนหัวเรือใหญ่ในเวลาที่ไม่เหมาะสมนัก แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ FSG กล้าปลดบีร็อดกลางฤดูกาล เนื่องจากคงมองเห็นว่ามีเทรนเนอร์มากฝีมือว่างงานอยู่ในตลาดหลายคน ทั้งในรายของ เจอร์เก้น คล็อปป์ หรือ คาร์โล อันเชล็อตติ ที่มีกึ๋นพอพาทีมฝ่าวิกฤติได้

ไม่ว่ากุนซือคนใหม่ของลิเวอร์พูลจะเป็นใคร เขาคนนั้นคงต้องพบกับภาระอันหนักอึ้งและแรงกดดันมหาศาลที่ถาโถมเข้าใส่ แต่อย่างน้อยเขาจะได้รับกำลังใจและแรงสนับสนุนจากเหล่าเดอะค็อปผ่านทางการขับร้องเพลง ”You’ll Never Walk Alone” อันลือลั่น

ต่างกับทาง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ชายผู้เคยเป็นความหวังแต่วันนี้กลับต้องเดินออกจากสโมสรอย่างเดียวดาย

ติดตาม วิสูตร ดำหริ ทาง