BEST XI : ทีมยอดเยี่ยม UCL ประจำฤดูกาล 2018/19 โดย GOAL

คอมเมนต์()
Getty/Goal
ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกประจำฤดูกาล 2018-2019 จบลงอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนี่คือทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลในสายตาทีมงานของเรา

  1. Getty Images

    GK l อลิสซอน เบ็คเกอร์ (ลิเวอร์พูล)

    ยอดผู้รักษาประตูมักสร้างความแตกต่างให้กับเกมได้!

    ช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้ว ลิเวอร์พูลต้องอกหักในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกกับ เรอัล มาดริด ด้วยความผิดพลาดของ ลอริส คาริอุส แต่ทว่าตอนนี้พวกเขามี อลิสซอน หนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลกเฝ้าเสาและมีส่วนสำคัญในการช่วยทีมคว้าถ้วยยุโรปสมัยที่ 6 มาครอง

    ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนที่ทำสถิติเซฟไปได้มากกว่านายประตูทีมชาติบราซิลรายนี้อีกแล้ว (46ครั้ง) อีกทั้งยังรักษาการครอบครองบอลได้มากที่สุดอีกด้วย (119 ครั้ง) ขณะที่สถิติป้องกันประตูในจังหวะยังเหนือกว่าผู้รักษาประตูทุกคนที่ทำได้ในรอบน็อคเอาท์อีกด้วย (79%)

    คงจะพูดได้ว่าค่าตัว 56 ล้านปอนด์ที่ ลิเวอร์พูล จ่ายให้ โรมา ไปเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมานั้นถือว่าคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง

  2. Getty Images

    RB l เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (ลิเวอร์พูล)

    ชื่อของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ อาจทำให้นักวิจารณ์บางส่วนเกิดข้อสงสัยอยู่บ้าง แต่ฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมในเกมพลิกกลับมาเอาชนะบาร์เซโลนา 4-0 ในเกมรอบรองชนะเลิศ โดยเฉพาะในจังหวะเล่นลูกเตะมุมเร็วจนเป็นที่มาของประตูสำคัญทำให้หลายคนต้องร้องตะโกนว่า "โอ้พระเจ้า นี่มันอัจฉริยะชัด ๆ"

    แน่นอนว่า หลายคนอาจไม่เซอร์ไพรส์อะไรกับการที่ อาร์โนลด์ ผ่านบอลในลักษณะแบบนั้น เพราะเขาทำสถิติเป็นกองหลังที่ทำแอสซิสต์มากถึง 12 ลูกในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลล่าสุด

    และผลงานของเขามีแต่จะดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยในรายการแชมเปี้ยนส์ลีก อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ครอสบอลสำเร็จมากที่สุดเป็นอันดับสอง (22 ครั้ง) และสร้างโอกาสทำประตูมากที่สุดเป็นอันดับสาม (22 ครั้ง) ของนักเตะในตำแหน่งกองหลัง อีกทั้งเขายังเข้าสกัดบอลสำเร็จมากที่สุดเป็นลำดับห้า (18 ครั้ง) และรักษาการครองบอลได้มากที่สุดเป็นอันดับสอง (78 ครั้ง) จะเหลือก็แค่การขัดเกลาทักษะโดยรวมและความเข้าใจเกมก็น่าจะทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

  3. Getty

    CB l เวอร์จิล ฟาน ไดค์ (ลิเวอร์พูล)

    ลิเวอร์พูลทุ่มเงินคว้าตัว เวอร์จิล ฟาน ไดค์ มาร่วมทีมด้วยค่าตัวทำลายสถิติโลกกองหลัง 75 ล้านปอนด์ และในตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะเป็นหนึ่งการซื้อตัวที่คุ้มค่าที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสร

    นับตั้งแต่ย้ายมาค้าแข้งในถิ่นแอนฟิลด์เมื่อมกราคมปี 2018 ทัพหงส์แดงผ่านเข้าชิงชนะเลิศสองปีติดต่อกัน ซึ่งหนึ่งในปัจจัยหลักคือการที่ทีมมีปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์รายนี้ลงคุมแผงเกมรับอย่างเหนียวแน่น

    โดยแม้ว่าเส้นทางในรอบแบ่งกลุ่มฤดูกาลจะยากลำบากเล็กน้อย แต่ทว่าในรอบน็อคเอาท์ ฟาน ไดค์ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็นการโหม่งทำประตูใส่บาเยิร์น มิวนิค รวมไปถึงการหยุดเกมรุกของบาร์เซโลนาในเกมพลิกกลับมาชนะ 4-0 ซึ่งทำให้ทีมผ่านเข้าไปคว้าแชมป์สมัยที่ 6 ได้อย่างยิ่งใหญ่

  4. Olaf Kraak

    CB l มัทไธส์ เดอ ลิกต์ (อาแย็กซ์)

    "มันเป็นความฝันที่พังทลายลง" มัทไธส์ เดอ ลิกต์ กล่าวไว้หลังอาแย็กซ์ตกรอบแชมเปี้ยนส์ลีกรอบรองชนะเลิศที่พบกับท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ "ผมอยากลงเล่นรอบชิงชนะเลิศ แต่มันไม่มีทางเกิดขึ้นแล้ว"

    ซึ่งบางทีแล้วถึงมันอาจไม่เกิดขึ้นในปีนี้ แต่ด้วยฟอร์มการเล่นของดาวเตะวัย 19 ปีในปีนี้ที่ถือว่ายอดเยี่ยมเลยทีเดียว เหลือแค่รอเวลาและทีมที่จะทำให้เขาคว้าแชมป์ UCL ได้สมหวัง

    เดอ ลิกต์ เป็นกัปตันทีมที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรอาแย็กซ์ ซึ่งพาทีมทะลุผ่านเข้าถึงรอบตัดเชือก UCL ด้วยการผ่านด่านสุดหินอย่างเรอัล มาดริด และ ยูเวนตุส ซึ่งเขาโหม่งทำประตูได้ทั้งสองทีม

    เดอ ลิกต์ ติดอันดับสองผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังที่รักษาการครอบครองบอล, เอาชนะการดวลกลางอากาศ และปะทะแย่งบอลชนะ ซึ่งกุนซือคนไหนที่กำลังจะได้ตัวเขาไปร่วมทีมในซัมเมอร์นี้ ให้รู้ไว้เลยว่าทีมกำลังจะได้ตัวหนึ่งในเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ดีที่สุดของโลกเวลานี้

  5. Getty Images

    LB l แอนดริว โรเบิร์ตสัน (ลิเวอร์พูล)

    แม้ว่า จอร์ดี้ อัลบา จะทำผลงานได้ยอดอเยี่ยมก็จริงแต่ทว่า แอนดริว โรเบิร์ตสัน ก็แสดงผลงานชิ้นโบว์แดงกับความสำเร็จของลิเวอร์พูลในแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลนี้

    เหมือนกับเพื่อนร่วมทีมของเขาอย่าง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็คซ้ายชาวสก็อตแลนด์ทำผลงานได้อย่างไร้ที่ติ อีกทั้งยังเติมเกมบุกได้อย่างเฉียบขาดอีกด้วย โดยเฉพาะในเกมรอบชิงชนะเลิศเมื่อคืนที่ผ่านมา

  6. Getty

    MF l ฮาคีม ซีเย็ค (อาแย็กซ์)

    ฮาคีม ซีเย็ค โทษตัวเขาเองว่าเป็นคนที่ทำให้อาแย็กซ์ตกรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกด้วยน้ำมือของท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ หลังดาวเตะทีมชาติโมร็อคโค ยิงสนเสาช่วงท้ายเกมตอนที่สกอร์รวมยังคงเสมอกันอยู่ ก่อนเป็น ลูคัส มูรา ยิงประตูชัยเขี่ยพวกเขาตกรอบไป

    อย่างไรก็ตาม ฟอร์มการเล่นของเขาในรอบที่ผ่านมาถือว่ายอดเยี่ยมอย่างมาก รวมไปถึงการมีส่วนสำคัญพาทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ในประเทศฤดูกาลนี้

    ด้วยทักษะการเลี้ยงบอลที่น่าทึ่ง อีกทั้งยังมีทักษะการทำประตูที่เฉียบขาดทำให้นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของอาแย็กซ์รายนี้มีส่วนในการทำประตูในแชมเปี้ยนส์ลีกไปถึง 6 ประตู โดยเป็นการทำประตูเองถึง 3 ลูกด้วยกัน

  7. Getty Images

    MF l แฟรงกี้ เดอ ยอง (อาแย็กซ์)

    ในฤดูกาลนี้มีนักเตะในตำแหน่งกองกลางที่ผ่านบอลสำเร็จมากที่สุดสองอันดับแรกคือยอดนักเตะอย่าง เซร์คิโอ บุสเกสต์ (903ครั้ง) และ อิวาน ราคิติช (835ครั้ง)

    แฟรงกี้ เดอ ยอง คือนักเตะอันดับที่สาม (718ครั้ง) นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไม บาร์เซโลนา ถึงทุ่มเงิน 75 ล้านยูโรคว้าตัวกองกลางชาวดัตช์รายนี้มาร่วมทีมล่วงหน้าตั้งแต่เดือนมกราคม

    เดอ ยอง แสดงให้เห็นถึงคลาสและทักษะการเล่นอันยอดเยี่ยมในเกม UCL รอบแบ่งกลุ่ม และยิ่งดีขึ้นไปอีกในเกมรอบน็อคเอาท์ ซึ่งเขาโชว์ฟอร์มกลบยอดนักเตะของโลกอย่าง ลูก้า โมดริช และ โทนี โครส ในเกมรอบ 26 ทีมสุดท้ายแบบตกขอบกระเด็นเลยทีเดียว ก่อนที่จะโชว์ฟอร์มเก่งอย่างต่อเนื่องในเกมรอบต่อมาที่ตูริน

    และด้วยวัยเพียงแค่ 22 ปีเท่านั้น ทำให้ดูเหมือนว่า เดอ ยอง จะโลดแล่นโชว์ฟอร์มระดับพระกาฬบนเวทียุโรปรายการนี้ไปอีกหลายปี

  8. Dean Mouhtaropoulos

    MF l คริสเตียน อีริคเซน (ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์)

    เหมือนกับท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ต้นสังกัดของเขา คริสเตียน อีริคเซน มีทั้งช่วงฟอร์มขึ้นและลงในแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลนี้ อย่างไรก็ตามเขาและทีมก็ทะลุผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกในฤดูกาลนี้

    ไม่มีผู้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ที่ทำแอสซิสต์ไปได้มากกว่าเขาอีกแล้ว (4ครั้ง) ซึ่งดาวเตะวัย 27 ปีสร้างสรรค์โอกาสทำประตูมากเป็นอันดับที่สอง (28ครั้ง) ซึ่งเน้นย้ำว่าเขาคือหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในโลก

    ข้อสงสัยเดียวนั่นคือ คริสเตียน อีริคเซน จะกลับมาในแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลหน้าในชุดขาวของ ท็อตแนม หรือในชุดขาวของ เรอัล มาดริด กันแน่!

  9. Getty

    ST l ลิโอเนล เมสซี (บาร์เซโลนา)

    ลิโอเนล เมสซี มุ่งมั่นเป็นอย่างมากในการคว้าถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกกลับมายังคัมป์ นู ฤดูกาลนี้ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องอกหักแบบคล้ายกับในปีที่แล้ว โดยเป็นการแพ้ต่อลิเวอร์พูลแบบขาดลอย 4-0 ในเกมเลกสอง ซึ่งคล้ายกับปีที่แล้วที่พวกเขาแพ้โรมา

    ถึงอย่างนั้น เมสซี ถือว่าฟอร์มส่วนตัวของเขานั้นยอดเยี่ยมเลยทีเดียว โดยเขาทำประตูในแชมเปี้ยนส์ลีกไป 12 ประตู ซึ่งในฤดูกาลนี้ไม่มีใครทำได้เกินสองหลัก กับอีก 3 แอสซิสต์

    แม้ว่า เมสซี อาจผิดหวังในเกมที่แพ้ทัพหง์แดง 0-4 ที่แอนฟิลด์ แต่ว่าในเกมนั้นเขาสร้างโอกาสงาม ๆ ให้เพื่อนได้ถึง 3 ครั้งเลยทีเดียว รวมไปถึงไฮไลท์สวย ๆ ของเจ้าตัวในฤดูกาลนี้ไม่ว่าจะเป็นฟอร์มระดับโลกในเกมเจอกับท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ในรอบแบ่งกลุ่ม หรือการยิงฟรีคิกสุดสวยใส่ลิเวอร์พูลในเกมเลกแรก

  10. Getty

    ST l ดูซาน ทาดิช (อาแย็กซ์)

    ช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้ว ดูซาน ทาดิช กำลังจมอยู่โซนท้ายตารางกับเซาแธมป์ตัน แต่ในปีนี้เขาคือนักเตะระดับสตาร์ของอาแย็กซ์ ซึ่งมีส่วนสำคัญช่วยทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์และทะลุถึงรอบรองชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก

    แม้จะเข้าวัย 30 ปีแต่ดาวเตะทีมชาติเซอร์เบียนั้นโดดเด่นเหลือเกินในการรับบทกองหน้าคอยประสานงานกับแนวรุกรุ่นน้อง โดยทุกคนในทีมถูกสอยมาให้เล่นเกมรุกโดยปราศจากความกลัว

    ไม่มีนักเตะคนไหนที่สร้างโอกาสทำประตูได้มากกว่าทาดิชอีกแล้ว (37ครั้ง) โดยเขามีส่วนร่วมในการทำประตูโดยตรงมากถึง 10 ประตู มาจากการแอสซิสต์ 4 ครั้งและยิงเองอีก 6 ประตู โดยฟอร์มการเล่นของเขาเป็นที่ประจักษ์ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายในเกมบุกถล่มเรอัล มาดริด คาถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบว 4-1 โดยทำไป 1 ประตูกับ 2 แอสซิสต์ ซึ่งทำให้เขาได้รับการให้คะแนนจากสื่อชื่อดังอย่าง L'Equipe 10/10 เลยทีเดียว

     

  11. Getty

    ST l คริสเตียโน โรนัลโด้ (ยูเวนตุส)

    ยูเวนตุส แสดงออกอย่างชัดเจนว่าพวกเขาคว้าตัว คริสเตียโน โรนัลโด้ มาเพื่อคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก โดยแม้จะพลาดหวังในปีนี้ไป แต่ก็ถือว่า โรนัลโด้ ทำทุกอย่างที่เขาจะสามารถทำได้แล้วในการช่วยต้นสังกัดไล่ล่าฝันครั้งนี้

    ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสเผชิญกับหลายเหตุการณ์ หลายอารมณ์ในเกมรอบแบ่งกลุ่มทั้งโดนใบแดงไล่ออกจากสนามในเกมกับบาเลนเซีย การวอลเลย์ใส่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้นสังกัดเก่า ก่อนที่ทีมจะพลิกล็อคแพ้ในเกมที่ตูริน

    และเหมือนเช่นเคย โรนัลโด้ แสดงให้เห็นว่าเขาคือพระเอกในรายการนี้ ด้วยการทำแฮตทริคพาทีมพลิกกลับมาเอาชนะแอตเลติโก้ มาดริด ด้วยสกอร์รวม 3-2 อีกทั้งเขายังทำประตูอาแย็กซ์ได้ทั้งสองนัดแม้ทีมจะเป็นฝ่ายพลิกตกรอบก็ตาม

    แม้ว่า ยูเว จะตกรอบด้วยน้ำมือของยอดทีมจากลีกดัตช์ แต่ทว่าสำหรับ คริสเตียโน โรนัลโด้ มันเป็นการตกรอบที่ไม่ใช่เรื่องน่าอายสำหรับเจ้าตัว เพราะว่าด้วยวัย 34 ปีเข้าไปแล้วแต่เขาก็ยังเป็นคนที่ทำประตูทุกลูกของทีมในแชมเปี้ยนส์ลีกรอบน็อคเอาท์