Toyota Thai League Interview : การกลับมาของ "ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์"

คอมเมนต์()
บทสัมภาษณ์กองกลางวัย 24 ปี ที่ผ่านความล้มเหลวจนไม่เหลือความมั่นใจในการเล่นฟุตบอล ก่อนจะกลับมาเป็นกำลังหลักของทีมชาติไทยในยุคปัจจุบัน


ข่าวอื่นๆ | ติดตามข่าว ฟุตบอลไทย เพิ่มเติมที่นี่


คงไม่เกินไปแม้แต่น้อย หากจะบอกว่า “ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์” คนเดียวกับที่เคยยิงจุดโทษพลาดเมื่อ 20 เดือนก่อน กลับมายืนบนจุดสูงสุดในชีวิตค้าแข้งของตัวเองอีกครั้ง

เขาจารึกชื่อเป็นแข้งไทยคนแรก รอบ 8 ปี ของศึกไทยลีก ที่ยิงแฮททริกได้ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาล, ยึดตัวจริงสโมสร และช่วยให้ เชียงราย ยูไนเต็ด ก้าวขึ้นมาท้าท้ายบรรดาทีมหัวตารางอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, เมืองทองฯ, แบงค็อก รวมถึง บางกอกกล๊าสฯ

ด้วยผลงานอันเป็นโดดเด่นในซีซั่นนี้ ส่งให้ชื่อของ ฐิติพันธ์ ได้คัมแบ็กมาติดธงช้างศึก

Toyota Thai League Interview : การกลับมาของ

ภายใต้การคุมทัพของ มิโลวาน ราเยวัช เทรนเนอร์คนใหม่ เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงครบทั้ง 4 เกม ช่วยทีมเก็บ 1 แต้มจาก ยูเออี, คว้ารางวัลแมนออฟเดอะ แมตช์ ในเกมกับ เกาหลีเหนือ และเป็นหนึ่งในคนที่สังหารจุดโทษช่วยให้ ไทย ชนะ เบลารุส คว้าแชมป์ คิงส์ คัพ ครั้งที่ 44

ฉากหน้าที่สวยงามของ ฐิติพันธ์ ในการคืนทีมชาติไทยครั้งนี้ กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน… เราต้องไม่ลืมว่า เขาเพิ่งผ่านปีที่ล้มเหลว และครั้งหนึ่งเคยสูญเสียความมั่นใจในการเล่นฟุตบอลไปแล้ว

อะไรทำให้เขากลับมายืนอยู่บนจุดนี้ได้อีกครั้ง เราจะร่วมค้นหาคำตอบจากปากของ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์

Toyota Thai League Interview : การกลับมาของ

รู้สึกอย่างไรบ้าง ปีนี้ได้ลงสนามเป็นตัวหลักทั้งสโมสร รวมถึงทีมชาติไทยชุดใหญ่

ดีใจครับ ดีใจมากๆ มันเป็นความตั้งใจของผมที่อยากจะกลับมาให้ได้ ช่วงปรีซีซั่นที่ผ่านมา ผมพยายามฟิตร่างกายตัวเอง ทำงานอย่างหนัก เพื่อสร้างความมั่นใจกับตัวเอง และทำให้ฤดูกาลนี้เป็นซีซั่นที่ดีสำหรับตัวผม

กามาบอกกับผมว่า ช่วงก่อนเปิดฤดูกาล คุณทำงานหนักมาก อยากรู้ว่าคุณทำอะไรกับตัวเองบ้าง

ช่วงนั้น ผมไม่ได้ถูกเรียกติดทีมชาติ ประกอบกับการเข้ามาของโค้ช (อเล็กซานเดร) กามา และทีมงานฟิตเนสที่ดีของเขา ก็มาคอยเทรนให้ผม ถามผมว่ายังขาดอะไร ต้องการให้ช่วยเสริมตรงไหน  

อย่างช่วงปรีซีซั่น ผมจะมาถึงสนามซ้อมก่อนที่ทีมจะซ้อมตามโปรแกรมปกติประมาณ 1-2 ชั่วโมง ผมพยายามหนักมาก และเต็มที่กับมันตลอดช่วงที่ผ่านมา เพื่อเป้าหมายที่จะกลับมาให้ได้อีกครั้ง

Toyota Thai League Interview : การกลับมาของ

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ไพโรจน์ พ่วงจันทร์ (คุณพ่อ-อดีตนักฟุตบอลทีมชาติ) มีอิทธิพลกับคุณอย่างไร

พ่อมีอิทธิพลอย่างมากกับผมครับ ผมอาจไม่ทันดูตอนพ่อเล่นทีมชาติ แต่ก็พอได้เห็นพ่อเตะฟุตบอลตามงานต่างๆ บ้าง พ่อชอบจับผมไปนั่งตามสนามหญ้า ไปดูฟุตบอลตามสนามต่างๆ ปล่อยให้วิ่งลงไปเตะบอล ผมซึบซับและโตมากับฟุตบอลมาตลอด

จากนั้นพ่อส่งผมมาเรียนที่ โรงเรียนกีฬากรุงเทพฯ รุ่นเดียวกับ บาส (พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา) เจ (ชนาธิป สรงกระสินธุ์) ที่นี่เป็นโรงเรียนประจำที่มีชื่อเสียงด้านฟุตบอล เราเริ่มได้เรียนรู้การเล่นฟุตบอลจริงๆ จังๆ ก่อนจะย้ายมาเรียนที่ สตรีวิทยา 2 ครับ

Toyota Thai League Interview : การกลับมาของ

อย่างตอนเด็กๆ ผมเล่นตำแหน่ง เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ นะครับ เพราะว่า โค้ชชอบจับผมมาเล่นตำแหน่งนี้ อาจเป็นเพราะว่า พ่อผมเคยเล่น เซ็นเตอร์ มาก่อน พอเห็นนามสกุลแล้ว น่าจะเล่นได้มั้ง (หัวเราะ) แต่ว่าใจของผม ชอบเล่นเกมรุกมากกว่า บางทีเวลาบอลขึ้นนำ ผมก็จะแอบเติมขึ้นมาเล่นกองกลางครับ แต่จะว่าไป ตอนนั้นผมก็เล่นใช้ได้อยู่นะครับ ไม่มีปัญหาเลย (หัวเราะ)

ผมอาจจะโชคดีกว่าคนอื่น ตรงที่ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากครอบครัว รวมถึงมีคุณพ่อเป็นอดีตนักฟุตบอลมาก่อน ท่านก็จะสอนผมในทุกๆ เรื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอลอย่างเดียว เรื่องนอกสนามที่พ่อเคยทำพลาดในอดีต ท่านก็จะเอาประสบการณ์ตรงนั้น มาคอยเตือนเพื่อไม่ให้ผมทำผิดพลาด

แต่อีกมุมหนึ่ง การมีคุณพ่อเป็นอดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย เป็นความกดดันให้กับตัวคุณหรือเปล่า

กดดันเหมือนกันครับ เพราะมันก็จะมีคำพูดที่ว่า “ไอ้นี่มันเด็กเส้นหรือเปล่า, มีชื่อติดทีม เพราะว่าเป็นลูกอดีตทีมชาติ” เป็นคำพูดที่ผมเจอมาตั้งแต่มีชื่อ ติดทีมชาติ ชุดยู-12 จนถึงชุดใหญ่ครับ

แต่ผมพยายามพิสูจน์ตัวเองในสนามซ้อม และทุกครั้งที่โอกาสลงไปเล่น  เพื่อไม่ให้มีข้อสงสัยให้ตัวผม และทำให้ทุกคนเห็นว่า “ผมก็มีความสามารถพอที่จะติดทีมชาติได้”

Toyota Thai League Interview : การกลับมาของ

คุณได้รับสัญญาจากเมืองทอง ยูไนเต็ด ตอนอายุ 17 นี่ถือจุดเปลี่ยนชีวิตของเด็ก ม.5 อย่างคุณหรือเปล่า

ใช่ครับ ปีนั้นเป็นปีแรกที่ เมืองทองฯ เข้ามาสนับสนุนทีมฟุตบอลของโรงเรียนผม (สตรีวิทยา 2) มีผมคนเดียวที่ได้รับสัญญาจากเมืองทองฯ และเข้าไปฝึกซ้อมกับทีมเยาวชนของสโมสร มันก็เป็นความรู้สึกที่ดีสำหรับเด็กมัธยมฯ อย่างผม

ช่วงที่อยู่เมืองทองฯ คุณได้ร่วมงานกับโค้ชหลายคน ใครเป็นโค้ชที่มีอิทธิพลกับคุณที่สุด

น่าจะเป็น  “ย็อคก้า” (สลาวิซา โยคาโนวิช) เพราะเขาเป็นโค้ชคนแรก ที่ดึงผมขึ้นมาอยู่ในทีมชุดใหญ่ เขาสอนผมในหลายๆ เรื่อง และให้โอกาสผมลงเล่น จาก แบ็กขวาตัวสำรอง ต่อจากพี่ไดร์ (ปิยพล ผานิชกุล) เขาเป็นคนที่เก่ง และมีอิทธิพลกับทีม รวมถึงตัวผมด้วย

Toyota Thai League Interview : การกลับมาของ

คุณประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ดูเหมือน เส้นกราฟของคุณจะไต่ขึ้นมาสูงตลอด

ก็อาจจะจริง อย่างปี 2011 ผมเริ่มต้นเล่นกับ สุพรรณบุรี เอฟซี ก็ได้ลงเล่นบ่อยครั้งครับ มีชื่อติดทีมชาติ ชุดยู-19 ได้ลงเล่น พอผมยิง เกาหลีใต้ (รอบคัดเลือก ยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย) ได้ คนก็เริ่มรู้จักมากขึ้น

แล้วก็ได้ติดทีมชาติทุกชุด ทั้ง ยู-21,ยู-23 รวมถึงทีมชาติชุดใหญ่ ได้แชมป์ซีเกมส์ ได้ไปแข่งรายการต่างๆ ในระดับเอเชีย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทีมชุดนี้เล่นด้วยกันมานาน เข้าขารู้ใจกันกันดี

ส่วนในสโมสร ผมได้ขึ้นชุดใหญ่เมืองทองฯ อยู่มา ตั้งแต่ทีมชุดแชมป์ไร้พ่าย (ปี 2012) ไล่มาเรื่อยๆ ช่วงนั้น ช่วงนั้นผมกำลังมั่นใจ กล้าเล่น ทำให้หลายๆอย่างออกมาดีครับ

6 ปีที่อยู่กับสโมสร... วันหนึ่งที่ต้องย้ายออกมารู้สึกอย่างไร

มันเป็นการตัดสินใจที่ยาก เพราะผมอยู่กับเมืองทองฯ ตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน แล้วผมก็รักสโมสรแห่งนี้ด้วย

แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เราก็ก้าวต่อไปบนเส้นทางอาชีพครับ เวลาที่ผมกลับไปเยือนเมืองทอง มันมีบางช่วงที่เราแอบคิดภาพว่า เรายังเป็นนักฟุตบอลเมืองทองอยู่นะ แต่ด้วยหน้าที่ของผม ผมก็ต้องเต็มที่กับสโมสรปัจจุบันของเรา

Toyota Thai League Interview : การกลับมาของ

ปีที่แล้ว (2016) เป็นที่ปียากลำบากสุดในการค้าแข้งของคุณหรือเปล่า

ครับผม มันเป็นปีที่ยากลำบากของผมตั้งแต่เล่นมา ด้วยสภาพร่างกายของผมด้วย มันเริ่มมาตั้งแต่ ผมยิงลูกโทษพลาด (นัดแพ้ ญี่ปุ่น 4-0 ขณะที่ทีมตามหลัง 2-0 ศึกยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย) ทำให้ผมสูญเสียความมั่นใจในการเล่นฟุตบอลไป คืนนั้นผมไม่นอนเลย ก่อนลงไปเล่นทุกครั้ง ผมตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด แต่มันก็พลาดไป

ผมมานั่งคิดทบทวนซ้ำๆ แต่ผมไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้แล้ว พยายามเรียนรู้จากความผิดพลาดวันนั้น แล้วบอกตัวเองว่า เราจะไม่กลับไปเป็นแบบเดิมอีก

ช่วงเลกแรกกับเมืองทอง ผมตกเป็นตัวสำรองของทีม จากนั้นเลกสอง ผมย้ายมาเชียงราย ยูไนเต็ด ช่วงแรกๆ ผมยังไม่ค่อยได้โอกาสลงสนาม ส่วนหนึ่งก็มาจากความมั่นใจในการเล่นผมหายไปเลย จนช่วงท้ายซีซั่น ผมเริ่มกลับมายิงได้ ก็ทำให้ผมกลับมาเล่นอย่างมั่นใจมากขึ้นครับ แต่ก็ยังไม่เต็มร้อย

นักฟุตบอลทุกคนย่อมเคยเจอช่วงเวลาที่สูญเสียความมั่นใจ คุณมีวิธีการอย่างไรใน การเรียกความมั่นใจกลับมา

เราต้องมีร่างกายและจิตใจที่เข้มแข็ง  ถ้าเรามีร่างกายที่ดีพอ สิ่งที่เราอยากจะทำ ก็สามารถทำได้หมด รวมถึงการทำงานอย่างหนักทั้งในสนามซ้อม สนามแข่ง

แน่นอนว่า ไม่มีใครอยากทำผิดพลาด แต่เราต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นให้ได้ ช่วงที่ผ่านมาอาจยากลำบากสำหรับผม แต่ผมยังคงได้รับกำลังใจที่ดีจากครอบครัว จากคนข้างๆ เป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้ผม อยากกลับไปอยู่จุดเดิมที่ตัวเองเคยทำได้ หรือทำให้ดีกว่าเดิมขึ้นไปอีก ผมว่า กำลังใจ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ของนักฟุตบอล

Toyota Thai League Interview : การกลับมาของ

สิ่งที่ อเล็กซานเดร กามา ปลูกฝังกับลูกทีม และเข้ามายกระดับให้ เชียงราย ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมหัวตารางคืออะไร

เขามีประสบการณ์ และเคยทำทีมประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะในไทยลีก หรือในเอเอฟซี แชมเปียนส์ ลีก ดังนั้นผมว่าเขารู้วิธีที่จะทำให้ทีมประสบความสำเร็จ ในอนาคตได้ รวมถึงเขายังรู้จักศักยภาพในทีมดี รู้ว่าควรใช้ผู้เล่นในแต่ละตำแหน่งอย่างไร ให้เกิดประสิทธิภาพดีสุด ทำให้ เชียงราย ยกระดับทีมขึ้นมาจากเดิม

ช่วงเลกแรก ปี 2017 คุณกลับมาเล่นได้ท็อปฟอร์มกับ เชียงราย ยูไนเต็ด ตอนนั้นมีแอบคิดไหมว่า จะได้รับโอกาสจาก มิโลวาน ราเยวัช เรียกคุณกลับไปติดทีมชาติอีกครั้ง

อย่างที่ผมบอก ผมพยายามทำงานหนักในปีนี้ เพื่อให้มันเป็นปีที่ดี ลึกๆแล้ว ผมก็อยากกลับไปยืนตรงนั้น (ติดทีมชาติ) และได้ร่วมงานกับโค้ชใหม่ (มิโลวาน ราเยวัช)

ตอนที่รู้ว่า มีชื่อกลับไปติดทีมชาติอีกครั้ง มันเป็นความรู้สึกที่ภูมิใจครับ ขอบคุณโค้ชจริงๆครับที่มองเห็นศักยภาพ และมอบโอกาสให้กับผม

Toyota Thai League Interview : การกลับมาของ

การร่วมงานและได้ลงสนามเป็นตัวจริงตลอด 4 เกมแรกของ มิโลวาน ราเยวัช เป็นอย่างไรบ้าง

เขาเองเป็นเพิ่งมาใหม่ รวมถึงนักบอลที่ถูกเรียกเข้ามา หลายๆคนก็เป็นหน้าใหม่ ทำให้ทุกคนได้มาเรียนรู้และปรับจูนกันใหม่

ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราได้เรียนรู้แท็คติกใหม่ๆ จากโค้ชต่างชาติ ที่เขาเป็นโค้ชระดับโลก เขาเข้ามาเติมเต็มบางอย่างที่เราขาด เช่น เกมรับ ที่เราอาจคิดว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ เขาก็มาปรับให้เห็นว่า มันสำคัญนะ พอทุกคนได้มาทำงานร่วมงาน มันก็ออกมาดีครับ

การกลับมาครั้งนี้ คุณได้รับฟีดแบกที่ค่อนข้างดีจากแฟนบอล

ขอบคุณแฟนบอลจริงๆ ที่ยังคอยให้กำลังใจผม ในช่วงเวลาที่ผมพลาด หรือผมท้อ ขอบคุณคำชื่นชมที่มีมายังผม แต่ผมก็จะฝึกฝนและทำงานหนักต่อไปครับ จะไม่หยุดแค่นี้ครับ อยากพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆครับ

หลายคนสงสัยทำไมถึงเปลี่ยนมาใส่เบอร์ 8 รวมถึงมีคน ตั้งข้อสังเกตว่าสไตล์การเล่นของคุณมีความคล้ายคลึงกับ “สตีเวน เจอร์ราร์ด”

ก่อนหน้านี้ ผมชอบใส่เบอร์ 7 เพราะว่าผมเป็นแฟนแมนยู แล้วก็ชอบ เดวิด เบคแฮม ครับ ผมใส่เบอร์ 7มาตลอดตั้งแต่บอลนักเรียน จนถึงติดทีมชาติไทย

ทีนี้ช่วงปรีซีซั่น กับ เชียงราย ยูไนเต็ด มันมีเบอร์ 8 ที่ว่างอยู่ แล้วทางสโมสรเขาอยากให้ผมใส่ ส่วนตัวผมก็ชอบ (สตีเวน) เจอร์ราร์ด ด้วย ผมเลยคิดว่า ผมย้ายทีมใหม่ ตั้งเป้าจะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ด้วยเบอร์ใหม่ ถ้าได้ใส่เบอร์ 8 ก็น่าจะเป็นเบอร์ที่ถูกโฉลกกับผม

ส่วนเรื่องสไตล์การเล่น ที่มีคนบอกว่าคล้ายกับ เจอร์ราร์ด ผมก็ดีใจนะ (ยิ้ม) เพราะว่าผมชื่นชอบในการเล่นทุกอย่างของเขาอยู่แล้ว แต่อย่างผมกับเจอร์ราร์ด คงไปเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว เพราะยังห่างกันอยู่มาก แค่สไตล์คล้ายๆเขา ผมก็ดีใจแล้ว แต่ถึงอย่างไร ผมก็อยากคนชื่นชอบในตัวผม ในแบบที่ นิว เป็นมากกว่า

Toyota Thai League Interview : การกลับมาของ

ตั้งเป้าหมายกับตัวเองต่อไปอย่างไร ทั้งกับ เชียงราย ยูไนเต็ด รวมถึงทีมชาติไทย

เป้าหมายกับเชียงรายฯ ทางสโมสรอยากติด 1 ใน  3 เพื่อไปเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก ส่วนตัวผมก็พยายามทำผลงานและช่วยทีมให้ได้มากที่สุด

ต้องยอมรับว่า ปีนี้การลุ้นเป็นแชมป์เลยคงยากหน่อย เพราะว่านี่เป็นปีแรกของเราที่ได้ลุ้นเต็มตัว ได้เห็นข้อผิดพลาดจากที่่ผ่านมา ว่ายังเรายังขาดอีกนิดนึง หากต้องการไปถึงตรงนั้น ปีนี้เราถ้าสามารถเกาะท็อป 3 ได้ ผมว่าปีหน้าเราน่าจะสามารถไต่อันดับขึ้นที่ 2 ที่ 1 ได้เหมือนกัน

ส่วนทีมชาติไทย แน่นอนว่าทุกคนอยากรับใช้ชาติ แต่ผมต้องเริ่มจากทำผลงานกับสโมสรให้สม่ำเสมอก่อน เพื่อที่จะได้รับใช้ชาติไปนานๆครับ

สุดท้ายครับ คุณพ่อ (ไพโรจน์ พ่วงจันทร์) ที่อยู่กับมาทุกย่างก้าว ตั้งแต่เริ่มเล่น วันที่เราประสบความสำเร็จ หรือวันที่ล้มเหลว จนถึงวันนี้ที่ ฐิติพันธ์ กลับมาได้อีกครั้ง พ่อได้พูดหรือบอกอะไรกับเราบ้าง

พ่อเขาไม่ได้พูดอะไรมากครับ เขาแค่บอกว่า เขาภูมิใจและดีใจกับความสำเร็จของผมนะ

ส่วนใหญ่ท่านจะบอกให้ผมดูแลรักษาสภาพร่างกายให้ดี วันนี้เรากลับมาได้ก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว แต่ถ้าไม่อยากกลับไปแย่ หรือสภาพร่างกายไม่ดีอย่างเดิม เราก็ต้องหมั่นดูแลตัวเอง

ถ้าเราไม่แข่งขันและพัฒนาตัวเอง คนอื่นก็จะมาแย่งตำแหน่งเราไปได้เหมือนกัน เราต้องแข่งขันกับตัวเองให้ได้มากที่สุด

Toyota Thai League Interview : การกลับมาของ

บทความต่อไป:
มาถึงขนาดนี้แล้ว! ธนบูรณ์ไม่กังวลเจอใคร รอบ16ทีมเอเชียนคัพ
บทความต่อไป:
ยังไม่สรุป! บาเยิร์นอุบเรื่องซื้อขาดฮาเมส
บทความต่อไป:
ทำมาตลอด! สมยศยันพร้อมสนับสนุนค่ายใช้จ่ายอบรมโค้ช
บทความต่อไป:
กลับบ้านเรา! เชลซีพร้อมดึงเช็คคืนรังหลังแขวนถุงมือ
บทความต่อไป:
น้องใหม่เมเจอร์ลีก! 'ออสติน เอฟซี'เปิดตัวทีม, เริ่มแข่งปี 2021
ปิด