Dream journey: การเดินทางสู่ความฝัน

คอมเมนต์()
Goal
จากเด็กที่เติบโตขึ้นมาจากการดูฟุตบอล ต่อมาได้ทำงานเกี่ยวกับฟุตบอล กระทั่งได้เดินทางไปสนามฟุตบอลของทีมรักตามความฝัน

‘ความฝัน’ คำสั้น ๆ แต่ความหมายยิ่งใหญ่ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อาศัยอยู่ที่ใด ยากดีมีจนแค่ไหน ทุกคนต่างมีความฝัน

บ้างฝันถึงสิ่งที่อยากทำ บ้างฝันถึงสิ่งของที่อยากมี บ้างฝันถึงสถานที่ที่อยากไป มันเป็นเหมือนพลังขับเคลื่อนและแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต

บางคนถึงขนาดกล่าวว่า “ชีวิตนี้อยู่ได้เพราะความฝัน ไม่ว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร ขอแค่ได้ลองวิ่งตามความฝัน มันก็คุ้มค่าที่ได้เกิดมาแล้ว”

สำหรับคนที่คลั่งไคล้กีฬาลูกหนังแบบเข้าเส้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าการได้ไปเยือนสนามของทีมรักคือฝันของทุกคน

สาวกเร้ดอาร์มีทุกคนต้องอยากไปสัมผัสความอลังการของโอลด์ แทรฟฟอร์ด
สาวกเดอะค็อปทุกคนต้องอยากไปร่วมร้องเพลง Allez Allez Allez ที่แอนฟิลด์ 
สาวกกูนเนอร์สทุกคนต้องอยากไปดูนักเตะขวัญใจที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม

ตัวผมเองก็เช่นกัน ในฐานะผู้ขายวิญญานให้ซาตานสีแดง การได้ไปดูทีมรักลงเล่นในสังเวียนแข้งที่ถูกขนานนามว่า ‘โรงละครแห่งความฝัน’ คือสิ่งที่ผมอยากจะสัมผัสสักครั้งก่อนตาย

มันเป็นความฝันที่ติดตัวผมมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยเหตุผลอะไรหลายอย่าง ผมจึงยังไม่มีโอกาสทำให้มันเป็นจริง

ทริปแดงเดือด

กระทั่งวันหนึ่งผมได้รับโอกาสแบบไม่คาดคิดจากผู้ใหญ่ใจดีอย่าง ‘Chivas’ ที่เชิญผมไปเป็นแขกร่วมชมเกมระหว่าง สองทีมคู่รักคู่แค้นของวงการฟุตบอลอังกฤษ แมนฯ ยูฯ พบ ลิเวอร์พูล หรือที่แฟนชาวไทยคุ้นหูกันในชื่อ ‘เกมแดงเดือด’ ที่สนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

จุดเริ่มต้นของทริปในฝันนี้เกิดจากการที่ Chivas ได้เซ็นสัญญาเป็นผู้สนับสนุน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเวลา 3 ปี เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ภายใต้สโลแกนที่ว่า “ความผสมผสานย่อมดีกว่า” (Blended is better)

ในฐานะออฟฟิชเชียลพาร์ทเนอร์ Chivas จึงเชิญสื่อไทยไปร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟในเกมลูกหนังที่แฟนบอลทั้งโลกเฝ้ารอคอยแบบติดขอบสนาม

ผมคือหนึ่งในสื่อผู้โชคดีที่ได้รับจดหมายเชิญจาก Chivas ร่วมกับ ‘แชมป์’ เพื่อนนักข่าวจากอีกสำนักที่เป็นรูมเมทของผมตลอดทริปนี้

คณะของเราเดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในช่วงดึกของวันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ และถึงสนามบินแกตวิค ณ กรุงลอนดอน ตอนบ่ายตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 21 กุมภาพันธ์

โปรแกรมของเราในทริปนี้คือปักหลักในลอนดอน 2 วัน จากนั้นจะเดินทางขึ้นเหนือไปอยู่แมนเชสเตอร์ 2 วัน โดยมีไฮไลท์อยู่ที่การร่วมชมเกมแดงเดือดที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด ก่อนมีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 25 กุมภาพันธ์

ยอมรับตามตรงเลยว่า ใจของผมลอยไปถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบแผ่นดินอังกฤษแล้ว เพราะนั่นเป็นวันที่ผมจะได้เห็นสนามของทีมรักด้วยตาตัวเองเสียที สนามที่ผมเฝ้ามองจากหน้าจอทีวีมาตลอดตั้งแต่สมัยหัวเกรียนเรียนชั้นประถมฯ

พอถึงวันจริงบอกเลยว่า ผมตื่นเต้นสุด ๆ ตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า รีบอาบน้ำแต่งตัวลงมารอที่ล็อบบี้โรงแรม ทั้งที่คณะของเรามีนัดเดินทางมุ่งสู่สนามตอน 10 โมงครึ่ง เพื่อชมเกมในเวลาบ่ายสองตามเวลาท้องถิ่น ระหว่างที่นั่งรอในหัวก็อดจินตนาการถึงบรรยากาศที่สนามไม่ได้

ทริปแดงเดือด

วินาทีแรกที่ผมก้าวเท้าลงจากรถและเห็นสนามของทีมรัก ผมบรรยายความรู้สึกของตัวเองออกมาเป็นคำพูดไม่ถูก มันทั้งดีใจ อิ่มเอม และซาบซึ้ง ภาพที่ผมฝันถึงมาตลอดกำลังเกิดขึ้นจริงอยู่ตรงหน้า ผมมายืนอยู่หน้า โอลด์ แทรฟฟอร์ด แล้ว

บรรยากาศหน้าสนามเป็นไปอย่างคึกคัก สมกับเป็นเกมแห่งศักดิ์ศรีของวงการฟุตบอลอังกฤษ แฟนบอลหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ โดยเฉพาะแฟนบอลจากบ้านเรา ไม่ว่าคุณจะเดินไปตรงไหน คุณจะต้องได้ยินภาษาไทย จนบางทีก็อดคิดไม่ได้ว่าเราอยู่ประเทศไทยหรือเปล่า

สิ่งแรกที่ผมทำเมื่อถึงสนามก็เหมือนกับคนส่วนใหญ่ นั่นคือการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเก็บภาพประทับใจ บันทึกเป็นความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเราได้ทำตามความฝัน ความฝันที่เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตจนเป็นอย่างทุกวันนี้

ผมไม่พลาดที่จะเก็บภาพของตัวเองกับแลนมาร์คสำคัญอย่างรูปปั้นของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กุสัน ผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร รวมถึงรูปปั้น ‘โฮลี ทรินิตี้’ ของสามดาวเตะระดับตำนานอย่าง จอร์จ เบสต์, เดนิส ลอว์ และบ็อบบี้ ชาร์ลตัน จากนั้นก็ถึงเวลาเข้าไปชมเกมในสนามกันแล้ว

ในฐานะแขกของออฟฟิชเชียลพาร์ทเนอร์อย่าง Chivas ผมจึงได้นั่งตรงโซนของผู้สนับสนุนของสโมสร แน่นอนว่าตรงนั้นคือหนึ่งในมุมที่ดีที่สุดของสนาม นับเป็นโชคดีของผมที่จะได้ดูเกมแดงเดือดจากมุมนี้

ทริปแดงเดือด

ผมรู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งเมื่อเข้ามานั่งในสนาม โลกที่ทุกคนหายใจเป็นเกมฟุตบอล ยิ่งได้ยินเสียงแฟนเร้ดเดวิลจากฝั่ง สเตรตฟอร์ด เอนด์ เสียงสาวกเดอะจากฝั่งอัฒจันทร์ทีมเยือน คอยปลุกเร้าทีมรักของตัวเอง ผนวกกับเห็นนักเตะขวัญใจตัวเป็น ๆ ก้าวเท้าลงสู่สนาม อะดรีนาลีนในตัวผมยิ่งสูบฉีดไหลพร่านไปทั่วร่างกาย

เมื่อเสียงนกหวีดของ ไมเคิล โอลิเวอร์ ดังขึ้น นั่นเป็นสัญญาณว่าสงครามแดงเดือดได้เริ่มขึ้นแล้ว ทุกคู่สายตาต่างจับจ้องลงไปที่ผู้เล่นทั้ง 22 คนในสนาม ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกระหึ่มจากแฟนบอลทั้งสองฝั่ง

ในห้วงความคิดของผมตอนนั้นมีแต่คำว่า ”ต้องชนะ” อยู่ในหัว ผมอยากเห็นทีมรักคว้าชัยเหนืออริตลอดกาลกับตาตัวเองสักครั้ง

แต่เหมือนกับฟ้าเล่นตลก ปีศาจแดงต้องเผชิญกับวิกฤตตั้งแต่ 45 นาทีแรก อันเดร เอร์เรรา กับ ฆวน มาต้า ได้รับบาดเจ็บตั้งแต่ครึ่งทางของครึ่งแรก หนำซ้ำตัวสำรองที่ลงมาแทนอย่าง เจสซี ลินการ์ด ยังถูกอาการเดี้ยงเล่นงานตามไปอีกคน 

นั่นเท่ากับว่า แมนฯ ยูไนเต็ด เปลี่ยนตัวผู้เล่นครบโควต้าสามคนแล้ว พวกเขาจะเปลี่ยนใครลงมาไม่ได้อีกในครึ่งหลัง ในกรณีเลวร้ายสุด ๆ หากมีผู้เล่นเกิดได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นมา พวกเขาจะต้องลงเล่นด้วยจำนวนผู้เล่นที่น้อยกว่าคู่แข่ง มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่มีอาการบาดเจ็บรบกวนจึงต้องฝืนเล่นต่อไป

ผมอดคิดในใจไม่ได้ว่า “อะไรวะเนี่ย เกมแรกที่มาดูถึงสนาม แต่ทีมต้องมาเจออะไรแบบนี้ หรือว่าเราจะเป็นตัวซวยหรือเปล่า”

จากเดิมที่อยากเห็นทีมรักเก็บสามแต้ม ตอนนี้ผมหวังแค่ไม่แพ้ก็พอใจแล้ว

ืทริปแดงเดือด

เข้าสู่ครึ่งหลังนักเตะปีศาจแดงทำได้ดีเกินคาด แม้ว่าจะเป็นฝ่ายครองบอลน้อยกว่า แต่กลับมีโอกาสลุ้นจบสกอร์มากกว่า ทั้งที่สภาพทีมเป็นรองหงส์แดง โดยเฉพาะในแดนกลางที่ต้องพึ่งพาดาวรุ่งอย่าง สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ และ อันเดรียส เปเรย์รา คอยขับเคลื่อนเกม

จุดนี้ต้องยกเครดิตให้กับ โอเล กุนนาร์ โซลชา ที่วางแท็คติคได้อย่างรัดกุมและกระตุ้นนักเตะลงมาสู้แบบไม่มีถอย จนสุดท้ายสามารถเปิดบ้านเสมอกับลิเวอร์พูล 0-0 อย่างที่ผมหวังเอาไว้

หลายคนบอกว่านี่เป็นหนึ่งในศึกแดงเดือดที่จืดชืดที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อดูจากรูปเกมและผลการแข่งขันที่ออกมา แต่สำหรับผมแล้วมันเป็นอะไรที่น่าจดจำมากกว่านั้น

มันไม่ใช่แค่เกมฟุตบอลทั่วไป แต่มันคือเกมที่เติมเต็มความฝัน ความฝันที่ผมถวิลหามาตลอด 20 ปี

อ่านบทความต่อด้านล่าง

ถ้าเปรียบเทียบเป็นการแข่งมาราธอน บอกว่าผมวิ่งถึงเส้นชัยแล้วก็คงไม่ผิด

สุดท้ายนี้อยากขอบคุณพี่โอม, พี่ทศ และพี่ป็อป สามทีมงานจาก Chivas Thailand ที่ดูแลผมเป็นอย่างดีตลอดทริปนี้ รวมถึงพี่ป้อง ณวัฒน์, พี่มี่, พี่เบน, น้องนิคกี้, โกบอย และแชมป์ เพื่อนร่วมทริปที่เป็นกันเองและแบ่งปันความสนุกสนานด้วยกันตลอด และที่ขาดไม่ได้เลยต้องขอบคุณ Chivas ในฐานะพาร์ทเนอร์ของสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่อยู่เบื้องหลังดรีมทริปในครั้งนี้



















































































 

ปิด