25 ปี เจลีก - ขาขึ้นและขาลงของลีกอันดับหนึ่งแห่งเอเชีย

คอมเมนต์()
Getty
นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1993 เจลีกกำลังจะฉลองครบรอบ 25 ปี เราจะพาไปย้อนดูประวัติศาสตร์และเหตุการณ์สำคัญของเจลีกที่ผ่านมา


ผู้เขียน   นาโอโตะ ฟูจิเอะ    เรียบเรียงภาษาไทย   ธีรฉัตร รูปประดิษฐ์    

แฟนบอลเกือบ 60,000 คนได้สิทธิ์เข้ามาเป็นสักขีพยานในเกมนัดเปิดสนามอย่างเป็นทางการในสนามกีฬาแห่งชาติ ณ กรุงโตเกียว วันที่ 15 พฤษภาคม 1993 เวอร์ดี้ คาวาซากิ และ โยโกฮามา มารินอส เป็นสองทีมคู่เปิดสนามในวันแห่งประวัติศาสตร์

เกมในวันนั้น ชัยชนะใน “ฟุตบอลอาชีพ” นัดแรกตกเป็นของ มารินอส หลังไล่ยิง 2 ประตูรวดในช่วงครึ่งหลัง จนพลิกแซงคว้าชัยไปได้ ทว่าผลการแข่งขันอาจจะไม่สำคัญเท่ากับบรรยากาศแห่งความฝันของแฟนบอลทุกคนทั้งในสนาม และกว่าล้านคนที่ชมผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ความรู้สึกตื่นเต้นและความสนุกที่ยังหลงเหลืออยู่หลังสิ้นเสียงนกหวีดบอกกับเราว่าแม้เกมเปิดสนามจะจบลง แต่ฟุตบอลญี่ปุ่นของจริงเพิ่งจะเริ่มต้น

10 ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันในปี 1993 นอกจาก เวอร์ดี้ กับ มารินอส แล้ว ยังประกอบไปด้วย 3 ทีมจากนครหลวงโตเกียวอย่าง เจฟ อิชิฮารา, อุราวะ เรดส์ และ โยโกฮามา ฟลูเกลส์

รวมถึง 3 ทีมมาจากแถบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ด้านชายฝั่งแปซิฟิกอย่าง นาโงยา แกรมปัส, กัมบะ โอซาก้า และ ซานเฟรชเช ฮิโรชิมา 1 ทีมที่ขึ้นมาจากดิวิชั่น 2 อย่าง คาชิมา อันท์เลอร์ส และ ทีมเดียวที่ไม่ได้มาจากการเป็นทีมบริษัทอย่าง ชิมิสุ เอส พัลส์ 

ในปีแรกโครงสร้างถูกกำหนดให้แบ่งเป็น 2 แชมเปี้ยนชิพ การแข่งขันมีระบบเหย้าเยือน โดยแต่ละทีมจะเล่น 36 แมตช์ ผู้ชนะในฤดูใบไม้ผลิจะต้องมาพบกับผู้ชนะจากฤดูใบไม้ร่วง ในเกมเหย้า และเยือน 2 เกมสุดท้ายเพื่อหาผู้ชนะ

อันท์เลอร์ส และ เวอร์ดี้ สองผู้ชนะในฤดูใบไม้ผลิ และ ฤดูใบไม้ร่วง ในปี 1993 การแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ ถูกจัดขึ้นในเดือนมกราคมปี 1994 ที่สนามกีฬาแห่งชาติโตเกียว โดยเป็นเวอร์ดี้ที่เอาชนะไปได้ก่อนในนัดแรก 2-0 ก่อนจะมายันเสมอ 1-1 ในนัดสอง

ทำให้ตำแหน่งแชมป์เจลีกครั้งแรกตกเป็นของ เวอร์ดี้ คาวาซากิ ขณะที่ในปีแรกของเจลีกยอดผู้ชมเฉลี่ยแต่ละนัดอยู่ที่ 18,000 คน และทั้งหมดรวมแล้วมีแฟนบอลมากถึง 3.2 ล้านคน

Verdy Kawasaki - Kazuyoshi Miura

ต่อมาในปี 1996 ลีกมีการเพิ่มอีกสองตัวแทนจากแถบคันไซ (เซเรโซ โอซากาที่เลื่อนชั้นขึ้นมาในปี 1995 และเกียวโต ซังงา) และเป็นครั้งแรกที่มีทีมที่ไม่ได้ฐานที่มั่นอยู่บนเกาะฮอนชู ซึ่งเป็นเกาะหลักของญี่ปุ่นอย่าง อวิสปา ฟุคุโอกะ มาเข้าร่วมในลีกสูงสุด

ด้วยทีมทั้งหมด 16 ทีมทำให้การแข่งขันเปลี่ยนมาเป็นแบบสเตจเดียว โดยแต่ละทีมจะต้องลงเล่นทั้งหมด 30 นัดแบบเหย้า-เยือน คล้ายรูปแบบของลีกในยุโรป 

แต่ด้วยความย่ำแย่อย่างหนักจากพิษเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ทำให้ฟุตบอลกลายเป็นสิ่งที่อยู่นอกกระแส จำนวนผู้ชมก็ลดลงอย่างน่าใจหายเหลือเฉลี่ยเพียง 13,335 คนต่อเกมเท่านั้น 3 ปีหลังยอดผู้ชมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (ฤดูกาล 1995 มีจำนวนผู้ชมสูงถึง 6.5 ล้านคน) เจลีกก็ประสบกับความตกต่ำอย่างเห็นได้ชัดเมื่อยอดผู้ชมในสนามลดลงกว่าครึ่ง (เหลือน้อยกว่า 3.5 ล้านคนในฤดูกาล 1997)

แต่ก็ทำให้เกิด “แฟนบอลพันธ์ุแท้” ขึ้นในเจลีก ซึ่งเป็นกลุ่มแฟนบอลที่จะตามไปดูการแข่งขันของทีมทั่วประเทศ พร้อมกับป้ายผ้าที่มีสีสันดึงดูดตา และเปล่งเสียงเชียร์อย่างไม่เหน็ดเหนื่อยให้กับทีมรักตลอด 90 นาที

น่าเสียดายที่ด้วยเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ยังไม่ฟื้น ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้านมากเกินไป ทำให้พวกเขาต้องประสบความล้มเหลวในที่สุด ฤดูกาล 1999 โยโกฮามา ฟลูเกลส์ หนึ่งในสมาชิกก่อตั้งของเจลีกประกาศล้มละลายและต้องควบรวมทีมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับ มารินอส คู่แข่งร่วมเมือง

2017-04-20-yokohamaflugels-endo

ทุกอย่างเริ่มกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งในปี 2002 ซึ่งเป็นปีเดียวกันที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ได้เป็นเจ้าภาพร่วมจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ทีมชาติญี่ปุ่นภายใต้การคุมทีมของ ฟิลิปป์ ทรูซิเยส์ ทะลุผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ได้สำเร็จ กู้หน้าจากความพ่ายแพ้ 3 นัดรวดอย่างไม่มีโชคจากการคุมทีมของกุนซือไร้ประสบการณ์ ทาเคชิ โอคาดะ ในฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศสเมื่อ 4 ปีก่อนได้สำเร็จ

ในฤดูกาล 2002 สโมสรในเจลีกมีจำนวนทั้งสิ้น 28 ทีม หรือจำนวนเกือบ 3 เท่าจากครั้งแรกที่ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ 10 ปีก่อน จำนวนผู้ชมก็สูงขึ้นกลับมาอีกครั้งดังเช่นฤดูกาล 1995 และผลพวงที่ยอดเยี่ยมจากฟุตบอลโลก เจลีกกำลังไปได้สวยหลังถือกำเนิดมาครบรอบทศวรรษ

ช่วงปี 2003 และ 2004 สโมสรเดียวที่มีอิทธิพลต่อฟุตบอลญี่ปุ่นมากที่สุดในเวลานั้นคือ โยโกฮามา เอฟ มารินอส (ตัวอักษร "F" ถูกใส่ไว้ในชื่อทีมเพื่อเป็นเกียรติกับ ฟลูเกลส์ ในยุคก่อตั้ง) ที่นำทีมโดย ทาเคชิ โอคาดะ ผู้ที่เป็นดั่งหางเสือเรือพาทีมชาติญี่ปุ่นไปโลดเล่นในเวิลด์คัพปี 1998

มารินอส ที่คว้าเอาชนะได้ทั้ง 2 สเตจในปี 2003 และคว้าแชมป์ไปในในปี 2004 ได้อีก และในสองปีต่อมาก็เป็น อุราวะ เรดส์ ในถิ่นฐานนาม ไซตามะ เมืองที่อยู่เหนือ โตเกียวขึ้นไป, เรดส์ ใช้เวลาปีกว่าในการขึ้นมาเป็นสโมสรแรกที่สร้างฐานแฟนบอลได้อย่างมหาศาล สนามขนาด 60,000 ที่นั่งเป็นมรดกตกทอดมาจากการที่ ญี่ปุ่นได้จัดฟุตบอลโลกในปี 2002

J-League Venues - Saitama Stadium

คู่ปรับคนสำคัญของเรดส์ เป็นทีมที่มาจากต่างจังหวัด นั่นก็คือ กัมบะ โอซาก้า ที่ตั้งอยู่ห่างจากแม่น้ำโยโด ทางตอนเหนือของโอซาก้าไปราว 7 กิโลเมตร การปะทะกันอย่างดุเดือดของทั้ง 2 ทีมเริ่มขึ้นในปี 2005 ต่างฝ่ายต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับในการชิงชัย และสร้างประวัติศาสตร์ในการคว้าแชมป์ให้ได้ แต่เป็น กัมบะ ที่เหนือกว่าในตอนนั้น และคว้าชัยไปได้ ในขณะที่ เรดส์ก็มาได้แชมป์ในปีถัดมาแทน

มองย้อนกลับไปในปีที่น่าตื่นเต้นเหล่านั้น มันช่างคุ้มค่าจริงๆ ที่ได้ดื่มด่ำในวันปิดฤดูกาลของปี 2005 วันที่ 3 ธันวาคม มี 5 ทีมที่ต่างมีโอกาสลุ้นแชมป์ ทั้ง อุราวะ เรดส์, เจฟ ยูไนเต็ด, อันท์เลอร์ส และอีก 2 ทีมจากโอซาก้า, เซเรโซ โอซาก้า เป็นทีมที่มีคะแนนมากกว่าทีมอื่น

เซเรโซ ม้ามืดที่ครองตำแหน่งจ่าฝูงก่อนลงเล่นนัดสุดท้ายเป็นต่ออย่างเห็นได้ชัด และขึ้นนำ เอฟซี โตเกียว ไปก่อน 2-1 ในการเล่น 90 นาที แต่ประตูตีเสมอในช่วงทดเวลาของ ยาซุยูกิ คอนโนะ ถีบพวกเขาร่วงลงมาอยู่อันดับ 5 ของตารางอย่างเจ็บปวดด้วยผลต่างประตูได้เสีย 

ส่งผลให้ กัมบะ คู่แข่งร่วมเมืองที่บุกไปถล่ม คาวาซากิ ฟรอนตาเร 2-4 พลิกแซงขึ้นมาคว้าแชมป์ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ถาดแชมป์ที่เตรียมมาสำหรับ เซเรโซ ในสนามนางาอิ สเตเดี้ยมต้องรีบเก็บและส่งไปที่สนามของกัมบะทันที

2017-04-13-gamba-oguro-2005-05-14

แม้จะยกเลิกระบบการแข่งขันแบบ 2 สเตจไปแล้ว แต่จำนวนผู้ชมก็ยังคงเพิ่มมากขึ้น ไม่แตกต่างกับในระบบเดิมเลย แล้วการแข่งขันก็ยังคงมีบรรยากาศที่ให้ได้ลุ้นกันจนวันสุดท้ายของการปิดฤดูกาลเช่นเคย

ตั้งแต่ปี 2005, เจ1 ได้เพิ่มจำนวนทีมเป็น 18 เหมือนกับในหลายๆลีกชั้นนำของทางยุโรป ในขณะที่ เจ2 ก็ยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยมี 12 ทีมในปี 2001 และเพิ่มมาอีก 1 ทีมในปี 2006

GFX J-League History

ในปี 2007 จนถึงปัจจุบัน ถือเป็นช่วงแห่งการเติบโตอย่างเต็มที่ของลีกแดนซามูไร นับตั้งแต่ปี 2004 ยอดผู้เข้าชมในสนามรักษาระดับได้อย่างคงที่ ด้วยจำนวนเฉลี่ย 18,000-19,000 คนในเจ1 และ 6,000-7,000 คนในเจ 2  ซึ่งมากกว่าบางลีกในยุโรปเสียอีก

อย่างไรก็ตาม มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งการคว้าแชมป์แรกในประวัติศาสตร์ของ นาโงยา แกรมปัส ในปี 2010 และ ซานเฟรชเช ฮิโรชิมา ในปี 2012 ที่ต่างมีอดีตผู้เล่นของสโมสรอย่าง ดราแกน สตอยโควิช และ ฮาจิเมะ โมริยาสุ เป็นผู้คุมทีม

Hidekazu Otani & Neymar - Kashiwa Reysol v Santos

หรือเรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อในปี 2011 เมื่อ คาชิวา เรย์โซล ทีมน้องใหม่ที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา แต่สามารถไปไกลได้ถึงตำแหน่งแชมป์ในฤดูกาลนั้น จากผลงานการคุมทีมอันยอดเยี่ยมของ เนลซินโญ กุนซือจอมแทคติกที่พาทีมคว้าแชมป์ได้ทั้งเจ1และเจ2 ใน 2 ฤดูกาลติดต่อกัน

และในฤดูกาลเดียวกันนั้นเอง เรย์โซล ยังสามารถคว้าอันดับ 4 ในฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก หลังพ่ายให้กับ ซานโตส จากบราซิลที่มี เนย์มาร์ สตาร์ทีมชาติบราซิลในปัจจุบันเป็นผู้นำทัพ

นับตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา ระบบลีกของเจลีกถูกแบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ช่วงด้วยกัน โดยในหนึ่งปีจะถูกแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ช่วง ส่วนช่วงที่สามจะเป็นช่วงสำหรับการเพลย์ออฟเพื่อตัดสินแชมป์ โดยมีทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน 5 ทีม ได้แก่ ทีมที่ทำคะแนนรวมสูงสุด 1 ทีม ทีมที่เก็บคะแนนได้มากที่สุดสองทีมในช่วงที่ 1 และทีมที่เก็บคะแนนได้มากที่สุดสองทีมในช่วงที่ 2

2017-12-02-kawasaki-kobayashi

แต่ระบบนี้ได้มีการยกเลิกและเปลี่ยนไปเป็นระบบตารางคะแนนเดียวเช่นเดิมตั้งแต่ปี 2017 หลังจากได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์และได้รับเสียงตอบรับที่ไม่ดีจากแฟนบอล

ฤดูกาลล่าสุดในปี 2017 ที่เพิ่งจบไปนี้ ก็ถือว่าดราม่าทีเดียว หลังจาก คาชิมา อันท์เลอร์ส ซึ่งก่อนหน้านี้เคยนำจ่าฝูงมาตลอด กลับต้องมาโดน คาวาซากิ ฟรอนทาเล แซงปาดหน้าคว้าแชมป์ไปครองเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร รวมถึงเป็นสโมสรที่ 10 ซึ่งคว้าแชมป์เจลีกได้อีกด้วย

บทความต่อไป:
OFFICIAL : สรุปการประกบคู่รอบ 8 ทีม เอเชียนคัพ 2019
บทความต่อไป:
ผิดเวลา! ลินิเกอร์ติงโรนัลโด้โพสต์ภาพเซลฟีบนเจ็ท
บทความต่อไป:
โชคดีเพื่อนรัก! เรนากอดลาอิกวาอินย้ายไปเชลซี
บทความต่อไป:
ไม่เวิร์ค! โบลท์ยุติความฝันนักฟุตบอลอาชีพ
บทความต่อไป:
ฤดูกาลสั่งลา! ฮาวเวิร์ดประกาศแขวนถุงมือปลายปี
ปิด