ข่าว ไลฟ์สกอร์
ไทยลีก

แข้งไทยเคลีกรอบ 35 ปี : 11 เรื่องราวชีวิตของ "ศศลักษณ์ ไหประโคน"

10:18 GMT+7 27/5/21
ศศลักษณ์ ไหประโคน
ดาวเตะวัย 25 ปีเพิ่งถูก ชุนบุค คว้าตัวไปร่วมทัพ และ นี่คือ 11 เรื่องราวชีวิตของเขา ก่อนกลายเป็นแข้งไทยคนแรกรอบ 35 ปีบนศึกเคลีก เกาหลีใต้


หมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไปเมื่อปี 1986 นับเป็นครั้งสุดท้ายที่เคยมีนักเตะไทยอย่าง ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน อดีตกองหน้าระดับตำนาน ค้าแข้งในศึกเคลีก เกาหลีใต้ กับ ลัคกี้ โกล สตาร์ หรือ เอฟซี โซล ในปัจจุบัน ก่อนที่หลังจากนั้นเป็นเวลายาวนานกว่า 35 ปี ที่ไม่เคยมีนักเตะไทยคนไหน เดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ ลูกหนังที่นั่นอีกเลย..
 
กระทั่งเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2564 สิ่งที่แฟนบอลไทยหลายคนรอคอยก็มาถึง เมื่อ ชุนบุค ฮุนได มอเตอร์ส อดีตแชมป์เคลีกมากสุด 8 สมัย เซ็นสัญญาคว้า ศศลักษณ์ ไหประโคน วิงแบ็คซ้ายทีมชาติไทย บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปร่วมทัพเป็นที่เรียร้อย ด้วยสัญญายืมตัว 6 เดือน
 
นอกจากทำให้เขากลายเป็น ‘ดีลแรก’ ในประวัติศาสตร์ของ ปราสาทสายฟ้า ที่ปล่อยผู้เล่นย้ายไปโลดแล่นต่าง ประเทศอย่างเป็นทางการแล้วนั้น ยังทำให้ ‘พี’ ขึ้นแท่นเป็นแข้งไทยคนแรกในรอบ 35 ปี ที่กำลังจะมีโอกาส ลงเล่นในศึกเคลีก เกาหลีใต้ ด้วย
 
จุดเริ่มต้นชีวิตของ ศศลักษณ์ ไหประโคน กว่าจะมาถึงวันนี้เป็นอย่างไร เขาต้องผ่านอะไรบ้าง นี่คือ 11 เรื่องราวน่าสนใจ ที่อาจจะทำให้คุณรู้จักเด็กหนุ่มยอดนักสู้คนนี้มากขึ้น

 
 - ศศลักษณ์ เกิดที่ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์​ ในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน เมื่อคุณพ่อ และ คุณแม่ ทำงานก่อสร้าง เขาเป็นลูกคนกลางของครอบครัว มีพี่สาว และ น้องสาว 1 คน ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา แห่งสภากาชาดไทย
 
- ศศลักษณ์ เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่จำความได้เขาก็บอกว่าหลงรักกีฬาชนิดนี้ แต่อันที่จริง ครอบครัวของเขา ไม่ได้สนับสนุนให้เล่นฟุตบอลมากนัก เพราะด้วยปัญหาฐานะทางบ้าน เสียงส่วนใหญ่ในครอบครัว จึงอยากให้เขาโฟกัสไปที่การเรียนมากกว่า เพราะเชื่อว่าการศึกษาจะทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น และ มั่นคงมากกว่า
 
- อย่างไรก็ตามด้วยความรักในกีฬาชนิดนี้ ศศลักษณ์ ก็ยังมุ่งมั่นที่จะเล่นฟุตบอลต่อไป กระทั่งตัดสินใจเอาดีทางนี้เต็มตัว แต่ก็ไม่ง่าย เพราะด้วยรูปร่างเล็ก และ ผอมบาง ทำให้เขาถูกปฏิเสธโอกาสจากหลายๆ แห่ง เช่น อัสสัมชัญ​ ศรีราชา ก่อนเป็น สุรศักดิ์มนตรี ที่อ้าแขนรับ ภายใต้การดูแลของ อ.สกล เกลี้ยงประเสริฐ ซึ่ง ศศลักษณ์ ยกให้เป็นเหมือนพ่อคนที่ 2


 
 - ศศลักษณ์ มุ่งมั่นที่จะเข้ามาเล่นฟุตบอล แต่กลายเป็นว่าระหว่างที่ศึกษาอยู่ที่ สุรศักดิ์มนตรี เขากลับโดดเด่น ‘ฟุตซอล’ มากกว่า เมื่อเป็นทั้งกำลังหลัก และ กัปตันทีม พาสถานบันแห่งนี้กวาดความสำเร็จมากมาย ทั้งแชมป์ สพฐ.ลีก 3 สมัยติดต่อกัน หรือ แชมป์เจเพรส รอบชิงแชมป์ประเทศ และ ยังการันตีความยอดเยี่ยม ด้วยการคว้าตำแหน่ง ‘MVP’ แทบทุกทัวร์นาเมนต์ จนถูกสื่อยกให้เป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองมากที่สุดในขณะนั้น
 
- ด้วยความเก่งกาจในแวดวงโต๊ะเล็ก ศศลักษณ์ เกือบถูก ชลบุรี บลูเวฟ ทีมมหาอำนาจ เซ็นสัญญาไปร่วมทัพ ตั้งแต่อยู่ชั้น ม.6 ถึงขั้นที่เดินทางไปเก็บตัวกับทีมแล้ว ก่อนเลือกปฏิเสธในนาทีสุดท้าย จากคำแนะแนะของหลายๆ คน ที่เชื่อว่า ‘ฟุตบอล’ เป็นทางเลือกที่ดีกว่าในแง่รายได้ ประจวบเหมาะกับ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล กุนซือ ทรู แบงค็อกฯ ในขณะนั้นแสดงความสนใจ ทำให้เขาตัดสินใจเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับ ‘แข้งเทพ’ ในที่สุด ด้วยวัยเพียง 18 ปี เมื่อฤดูกาล 2014

 
 - ศศลักษณ์ ไม่สามารถสอดแทรกขึ้นมาเป็นกำลังหลักของ ทรู แบงค็อกฯ ได้ นั่นจึงทำให้เขาตัดสินใจย้ายมาอยู่กับ ทีมบ้านเกิดอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เมื่อช่วงกลางปี 2017 แต่อันที่จริง เขาเกือบที่จะย้ายมาอยู่กับ ปราสาทสายฟ้า ตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้ว ทว่าเลือกปฏิเสธไปก่อน เนื่องจาก มาโน โพลกิ้ง เฮดโค้ชแข้งเทพ ขณะนั้น บอกกับว่าเขายังมีอนาคตกับทีม และ ตัดสินใจต่อสัญญาฉบับใหม่ไปด้วย
 
- ศศลักษณ์ ย้ายมาอยู่กับ ปราสาทสายฟ้า ในฐานะแข้งโนเนม แต่ด้วยคาแรคเตอร์ที่ไม่ยอมแพ้ และ มุ่งมั่นตั้งใจ นั่นทำให้เขาเอาชนะใจนายใหญ่ เนวิน ชิดชอบ ให้โอกาสเขาลงสนาม กระทั่งพัฒนาตัวเองเป็นกำลังหลัก ที่เล่นได้ทั้ง วิงแบ็คซ้าย , วิงแบ็คขวา และ มิดฟิดด์ตัวกลาง พร้อมช่วยทีมคว้าแชมป์โตโยต้า ไทยลีก 2 สมัยติดต่อกัน ช่วงปี 2017 และ 2018 ที่สำคัญตลอด 3 ฤดูกาลครึ่งที่อยู่กับทีม เขาลงสนามไปเกินกว่า 100  นัดรวมทุกรายการ


 
- ศศลักษณ์ มีโอกาสลงสนามพบกับ ชุนบุค ฮุนได มอเตอร์ส ในศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ถึง 4 นัดด้วยกัน เขาพา ปราสาทสายฟ้า ล้มแชมป์เคลีก 8 สมัย และ แชมป์เก่า ACL 2 สมัย ได้ถึง 2 นัด พร้อมฟอร์มส่วนตัวยอดเยี่ยม และ นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ ชุนบุค สนใจเขาอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงต้นปี 2020 กระทั่งบรรลุข้อตกลงกันในที่สุด และ เริ่มแรกเดิมทีนั้น ชุนบุค คิดว่า ศศลักษณ์ เป็นผู้เล่นต่างชาติด้วย เพราะดูมีสภาพร่างกาย ความฟิต ที่แข็งแกร่ง เหนือกว่าผู้เล่นไทยทั่วไป รวมถึง ยังมีความสามารถเฉพาะตัวที่ดีด้วย


 
- ศศลักษณ์ เดบิวต์ ทีมชาติไทยชุดใหญ่ ครั้งแรกยุค มิโลวาน ราเยวัช ในเกมอุ่นเครื่องที่เปิดบ้านแพ้ จีน 0-2 เมื่อปี 2018 ก่อนที่หลังจากนั้นเขาจะเป็นหนึ่งในขาประจำของทีมมาตลอด ผ่านรายการสำคัญทั้ง เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ,​ ฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย และ อยู่ในชุดผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ เป็นครั้งแรกในรอบ 47 ปี ศึกเอเชียนคัพ 2019 รอบสุดท้าย ที่ ยูเออี รวมถึง ยังเคยคว้าแชมป์ซีเกมส์ กับทีม U23 เมื่อปี 2017 ด้วย


 
 -  ช่วงชีวิตที่ยังเด็ก ศศลักษณ์ เลือกใส่เสื้อเบอร์ 3 มาตลอด นั่นเป็นเพราะว่าเขามี ธีราทร บุญมาทัน เป็นต้นแบบ ที่ขณะนั้นใส่เบอร์ 3 กับ ทีมชาติไทย  และ ถึงขั้นที่ตามซื้อรองเท้ารุ่นเดียวกับ ธีราทร ใส่ ที่สำคัญ เขาไม่คิดไม่ฝันว่าวันหนึ่งเขาจะมีโอกาสใส่เสื้อเบอร์ 2 ที่เคยเป็นของ ธีราทร ในทีม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ส่วนฟุตบอลนอก เขาเป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ชื่นชอบ คริสเตียโน โรนัลโด มากที่สุด โดยเฉพาะในแง่ความคิด ความอ่าน และ ทัศนคติ ที่เขามักตามอ่านเป็นประจำ


 
-    นอกจากประสบความสำเร็จในเส้นทางฟุตบอลตามฝันของตัวเองแล้ว ศศลักษณ์ ยังเป็นเด็กที่ไม่เคยทิ้งการ เรียนตามความตั้งใจของครอบครัว เขาเป็นเด็กหัวดี มีความรับผิดชอบสูง ถึงขั้นที่เคยได้รางวัลนักเรียนดีเด่น ก่อนจบ ม.6 ที่ สุรศักดิ์มนตรี เพราะมีผลการเรียนดี ทั้งที่อีกด้านของชีวิตต้องมุ่งมั่นกับ ‘ฟุตบอล’ ไปด้วย และยังเป็นเด็กกตัญญูคอยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้านแทบทุกอย่าง , ร้องขอให้พ่อ และ แม่ เลิกทำงาน ที่สำคัญ​ ปัจจุบัน เขาเริ่มต้นปลูกบ้านให้ครอบครัวเรียบร้อยแล้ว ด้วยเงินจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง