เกิดอะไรขึ้นกับ มาติเยอ ฟลามินี? จากแข้งสารพัดประโยชน์อาร์เซนอล สู่นักธุรกิจสู้ปัญหาโลกร้อน

Mathieu Flamini Arsenal Cult HeroesGOAL

เมื่อนักฟุตบอลประกาศเลิกเล่น พวกเขามีเส้นทางเดินที่แตกต่างกันออกไป บางคนผันตัวเป็นโค้ช บางคนกลายเป็นนักวิเคราะห์เกม หรือบางคนหันหลังให้กับเกมฟุตบอลไปเลย

น้อยคนนักจะที่กลายมาเป็นตัวตั้งตัวตีต่อสู้กับปัญหาภาวะโลกร้อน และการผลิตแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้

มาติเยอ ฟลามินี มีเส้นทางอาชีพแสนโดดเด่นกับ มาร์กเซย, อาร์เซนอล รวมถึง เอซี มิลาน แต่สิ่งที่เขาทำหลังจากแขวนสตั๊ดมันยิ่งใหญ่มากกว่านั้น

ฟลามินี เติบโตขึ้นมาจากอคาเดมี่ของ มาร์กเซย ก่อนทะลุขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในฤดูกาล 2003/04 และได้เล่นในเกมนัดชิงฯ ยูฟ่า คัพ ในฤดูกาลนั้น

ฟอร์มการเล่นของเขาไปเข้าตา อาร์แซน เวงเกอร์ จน อาร์เซนอล คว้าตัวมาร่วมทีมด้วยสัญญาระดับอาชีพใบแรกของเขา ดีลย้ายทีมที่ทำให้ โจเซ อนิโก้ นายใหญ่โอเอ็ม ในเวลานั้นหัวเสียอย่างยิ่ง

“มันเป็นการทรยศครั้งใหญ่ เขาเล่นผมเข้าให้อย่างจัง มันดีสำหรับเรื่องเงินที่เขาไม่ได้เซ็นสัญญาอาชีพกับเรา ข้ออ้างเรื่องกีฬาของเขาคือเขากลัวโอกาสลงสนามที่น้อยลง มันทำให้มุมมองของผมที่ม่ีต่อเขาไม่เหมือนเดิมอีกเลย”

คำเตือนของ อนิโก้ ว่า ฟลามินี จะกระเสือกกระส้นในการทะลุขึ้นทีมชุดใหญ่ของเดอะ กันเนอร์ส ถูกพิสูจน์ว่าเขาคิดผิด หลังปรับตัวฤดูกาลเดียว เขากลายเป็นตัวหลักของ อาร์เซนอล ในฤดูกาล 2005/06 โดยลงสนามไปมากถึง 49 นัดรวมทุกรายการ พาทีมเข้าชิงฯ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

แม้ ฟลามินี จะไม่ใช่ปรมจารย์มิดฟิลด์ที่ใช้พลังงาน, ความชาญฉลาด และทักษะได้อย่างที่เขาควรจะเป็น

ถึงอย่างนั้น เขาใช้ความยืดหยุ่นในตำแหน่งการเล่น, กับการทำงานหนักเพื่อทีม ทำให้เขากลายเป็นดาวเตะสารพัดประโยชน์ เขาสามารถเล่นในตำแหน่งฟูลแบ็ค, มิดฟิลด์ตัวข้าง และตำแหน่งที่ดีที่สุดของเขามิดฟิลด์ตัวกลาง เป็นอะไหล่ชั้นดีให้กับคู่กลางตัวจริงอย่าง เชสก์ ฟาเบรกัส และ จิลแบร์โต้ ซิลวา

มีช่วงเวลาน่าจดจำมากมายของเขา, ลูกยิงไกลใส่นิวคาสเซิลในเดือนมกราคมปี 2008 ซึ่งได้รับการโหวตให้อยู่ใน 50 ประตูยอดเยี่ยมตลอดกาลของ อาร์เซนอล แต่แล้วเขาก็แยกทางกับทีม

ต่อมาเขาเลือกย้ายไปร่วมทีม เอซี มิลาน ที่เขายังใช้ความสารพัดประโยชน์เล่นในตำแหน่งแบ็คขวาและมิดฟิลด์ได้

เขาช่วย มิลาน คว้าสคูเด็ตโต้ ฤดูกาล 2010/11 ก่อนที่อาการบาดเจ็บหนักที่หัวเข่าจะทำให้เขา พลาดลงสนามแทบทั้งฤดูกาลในปีถัดมา

หลังโดน มิลาน ปล่อยตัวในปี 2013, เขากลับมาฝึกซ้อมกับ อาร์เซนอล เพื่อรักษาความฟิตก่อนเซ็นสัญญาถาวรกับทีม

เขาอยู่ในทีมที่คว้าแชมป์เอฟเอ คัพสองสมัยติดต่อกันในปี 2014 และ 2015 แม้จะเป็นสำรองที่ไม่ได้ถูกส่งลงสนามทั้งสองเกมนั้น เช่นเดียวกับเกมนัดชิงฯปี 2005 ที่เขาหลุดทีมเช่นกัน

ฟลามินี ย้ายออกจาก อาร์เซนอล อีกครั้งในปี 2016 ไปพร้อมสถิติไม่เคยแพ้เกมพรีเมียร์ลีกในบ้านที่ลงเล่นให้กับสโมสร หลังจากเล่นกับ คริสตัล พาเลซ และ เกตาเฟ เขาตัดสินใจแขวนสตั๊ด มุ่งสู่เส้นทางอาชีพที่สองที่ดูมีความหมายอันยิ่งใหญ่

ในระหว่างที่ยังเป็นนักฟุตบอล เขาเป็นเจ้าของร่วมใน GF Biochemicals บริษัทแรกในโลกที่ผลิตกรด Levulinic ในปริมาณมหาศาล ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังสามารถนำมาใช้กำจัดวัชพืชที่ย่อยสลายในทางชีวภาพ รวมไปถึงสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือน เช่นสเปรย์ปรับอากาศ, น้ำหอม ตลอดจนพลาสติกและยารักษาโรคต่าง ๆ

มูลค่าในธุรกิจของ ฟลามินี มีมูลค่าที่ประมาณ 20 ล้านยูโร แทบไม่หนีกับนักฟุตบอลพรีเมียร์ลีก

"การเติบโตขึ้นมาจากแถบชายฝั่งทะเล ผมได้เห็นผลกระทบของพลาสติกในน้ำ,บนชายหาดมาตั้งแต่ยังเด็ก” ฟลามินี เผยกับ The Guardian ในเดือนสิงหาคมปี 2020

“มันดูน่ากลัวและทำให้คุณรู้ตัวว่าถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ที่ ๆ เราอาศัยอยู่นี้เราจะไม่สามารถอยู่ดำรงชีวิตได้อีกแล้ว

“ผมตื่นตัวกับทุก ๆ อย่าง อยากรู้ในทุก ๆ สิ่ง ผมมักบอกตัวเองอยู่เสมอ : ‘ถ้าผมทำบางสิ่งที่นอกเหนือจากฟุตบอล ผมอยากทำอะไรที่เกี่ยวกับความยั่งยืน”

ความสำเร็จของเขาต่อโลกธุรกิจ ทำให้ ฟลามินี ได้กลับมาแวดวงของ อาร์เซนอล อีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน ปี 2020 เมื่อแฟนบอลเกิดความไม่พอใจต่อ สแตน ครองกี้ เจ้าของทีม นำไปสู่ข่าวลือที่อดีตกองกลางปืนใหญ่รายน้ีอาจเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรเก่าของเขา

แม้เขาจะปฏิเสธเรื่องเทคโอเวอร์ดังกล่าวไปในเวลานั้น, ฟลามินี ได้เผยว่าเขาสนใจจะกลับสู่วงการฟุตบอลในอนาคต

เขาเผยกับ The Athletic “อย่าถามผมว่าผมจะกลับมาเกี่ยวข้องกับฟุตบอลได้อย่างไร เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดเลย

“แต่ แน่นอนว่ามีบางสิ่งที่จะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผมไปตลอดกาล ผมจะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนี้เสมอ”

ดูเหมือนว่า ฟลามินี จะกลับมาสู่วงการฟุตบอลในอนาคต - ในขณะที่เขายังทำหน้าที่ในส่วนของเขาเพื่อให้พวกเราทุกคนมีอนาคตข้างหน้าให้เฝ้ารอ