เกิดอะไรขึ้นกับเฟรดดี้ อาดู? จากวันที่เกือบได้อยู่ แมนฯ ยูฯ สู่ทีมดิวิชันสามในสวีเดน

Freddy Adu
ดาวรุ่งซึ่งเคยถูกขนานนามว่าเป็น "นิว เปเล่" แต่กลับกลายเป็นนักเตะไร้สังกัดที่ว่างงานไปเต็มๆ ถึง 2 ปี ก่อนจะมาอยู่กับทีมในดิวิชันสามของสวีเดน

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2003 เฟรดดี้ อาดู กลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่ได้เซ็นสัญญานักฟุตบอลอาชีพในสหรัฐอเมริกา

ด้วยวัยเพียง 14 ปี เด็กหนุ่มซึ่งเติบโตที่กานากลับกลายเป็นนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงระดับโลก

ด้วยสเต็ปเท้าที่ว่องไว้ ร่างกายที่แข็งแกร่ง และสายตาที่เฉียบคมเวลามองหาประตู อาดูคือนักเตะมากพรสวรรค์ที่ใครๆ ก็ตื่นเต้นไปกับศักยภาพของเขา

ก่อนจะเซ็นสัญญาฉบับแรกกับ ดีซี ยูไนเต็ด เขาเคยได้รับความสนใจจากเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูน บรมกุนซือแห่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และถึงแม้จะพลาดการเซ็นสัญญาดาวรุ่งรายนี้ ผู้จัดการทีมระดับตำนานชาวสก็อตก็ยังจับตามองพัฒนาการของอาดูอย่างใกล้ชิด

Freddy Adu

แม้จะมีอายุน้อยกว่าคู่แข่งส่วนใหญ่ที่เขาเจอเกือบ 10 ปี แต่ฤดูกาลแรกของอาดูบนเวที MLS ก็ถือได้ว่าไม่เลวนัก เขายิงได้ 5 ประตู กับอีก 3 แอสซิสต์ ก่อนจะติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกในปี 2006 ด้วยวัยเพียง 16 ปีเท่านั้น

ในเดือนพฤศจิกายน 2006 เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตัดสินใจชวนให้อาดูมาทดสอบฝีเท้าที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นเวลา 2 สัปดาห์

"ผมคิดว่าเราน่าจะสนใจ เขายังเด็ก แต่เราก็รู้จักเขามานานแล้ว" เฟอร์กูสันกล่าว

"เราเคยพยายามจะคว้าตัวเขามาอยู่ที่นี่ เมื่อหลายปีก่อน แต่เขาเซ็นสัญญากับดีซี ยูไนเต็ดไป แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เราหยุดติดตามเขาเลย"

แน่นอน อาดูทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ แต่ด้วยปัญหาเรื่องเวิร์ค เพอร์มิต ทำให้เขาไม่สามารถลงเล่นในเกมอย่างเป็นทางการในประเทศอังกฤษได้ นั่นทำให้ความฝันที่จะย้ายมาอยู่กับทีมปีศาจแดงต้องสลายไปโดยปริยาย

"เฟรดดี้เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์" เฟอร์กูสันกล่าวหลังการทดสอบฝีเท้า

"เขาต้องกลับไปสหรัฐอเมริกาก่อน และเราจะติดตามเขาอย่างต่อเนื่อง ตอนที่เขาอายุ 18 ปี เราก็จะมาประเมินกันว่าเราจะทำอย่างไรต่อไป

"สิ่งที่เราทำคือการพาเขามาที่นี่ เพื่อให้เขาเห็นว่าแมนฯ ยูไนเต็ด เป็นอย่างไร เขาจะได้เห็นสถานที่ และได้ดูว่าเขาพอใจกับมันมากน้อยแค่ไหน

"เขาเป็นคนที่มีความมั่นใจสูงมาก และเป็นเด็กที่ดี แต่เราทำอะไรกับเขาไม่ได้ในตอนนี้"

Freddy Adu USA 050114

หลังกลับจากอังกฤษ อาดูย้ายไปอยู่กับ รีล ซอลต์ เลค ก่อนที่อีก 6 เดือนต่อมา เขาจะได้กลับไปยุโรปอีกครั้ง กับยักษ์ใหญ่แห่งโปรตุเกสอย่างเบนฟิก้าในปี 2007

โชคร้ายสำหรับ อาดู เขาแทบไม่ได้รับโอกาสลงสนาม และกลับถูกส่งให้หลายทีมยืมตัวไปใช้งานเป็นระยะเวลาสั้นๆ

จากโมนาโกในฝรั่งเศส สู่อาริสในกรีซ ดาวรุ่งที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาฝีเท้าอย่างอาดู แทบไม่ได้รับโอกาสให้ได้ตั้งตัวกับที่ใหม่ๆ เลย เขาต้องย้ายทีมบ่อยกว่าจำนวนนัดที่เขาลงสนามเสียอีก

ตลอดเวลา 4 ปี กับเบนฟิก้า อาดูแทบไม่เคยได้เป็นตัวจริง และนั่นทำให้เขาเสียความมั่นใจไปมาก จนต้องมาเปิดเผยในภายหลังว่าเป็นการตัดสินใจเลือกทีมที่ผิดพลาดมากๆ 

"บางทีผมน่าจะเลือกทีมสักทีมที่ไม่ได้ดูหรูหรามาก เพื่อให้ผมได้เป็นนักเตะที่ดีขึ้น แทนที่จะเลือกทีมที่ดูหรูหรา แต่กลับไม่ได้ลงเล่นเลย" อาดูสารภาพ

เขากลับไปอยู่ที่อเมริกาในปี 2011 กับฟิลาเดเฟีย ยูเนียน ซึ่งก็ได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมออีกครั้ง แต่ในวันนี้ไม่มีวี่แววของดาวรุ่งอย่างที่หลายคนเคยคาดหวังจากเขาอีกแล้ว

Freddy Adu Tampa Bay Rowdies

จากนั้นในปี 2013 อาดูตัดสินใจเสี่ยงโชคไปอยู่กับบาเฮียในบราซิล และมันกลับกลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ เขาได้ลงเล่นเพียง 4 นัดตลอดทั้งปีที่แผ่นดินอเมริกาใต้ ก่อนจะตัดสินใจหาทางกลับไปเล่นในยุโรปอีกครั้ง แต่ก็พบแต่ทางตันไม่ว่าจะหันไปทางไหน

จนกระทั่งในที่สุด หลังจากผ่านความล้มเหลวในยุโรปมากับทั้งเซอร์เบียและฟินแลนด์ อาดูตัดสินใจพาร่างกายและจิตใจที่บอบช้ำของตัวเองกลับมาอยู่ในทีมระดับดิวิชันสองของสหรัฐอเมริกากับ แทมป้า เบย์ โรว์ดี้ส์

แต่แม้จะเล่นในระดับนั้น อาดูก็ยังไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งของตัวเองออกมาได้ จนกระทั่งถูกปล่อยตัวหลังจบฤดูกาล 2016 และไปทดสอบฝีเท้ากับ Sandecja Nowy Sacz ทีมในโปแลนด์ เมื่อปี 2017 แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี

ในปี 2018 เขากลับไปเล่นในอเมริกากับ ลาส เวกัส ไลท์ส ได้ลงเล่นไป 15 นัดในปี 2018 ก่อนที่อาดูในวัย 20 ปี จะถูกปล่อยตัวในเดือนธันวาคมและกลายเป็นนักเตะไร้สังกัดอยู่ถึง 2 ปีเต็มๆ

ล่าสุด อาดูตกลงเซ็นสัญญากับ Österlen FF ทีมในระดับดิวิชันสามของสวีเดน เมื่อเดือนตุลาคม 2020 และไม่มีใครรู้ว่าต่อจากนี้อนาคตของอาดูจะเป็นอย่างไร

แต่ตัวเขานั้นรู้ดีว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาล้มเหลวในชีวิตค้าแข้งนั้นเป็นเพราะความหลงตัวเองมากเกินไป

อ่านบทความต่อด้านล่าง

"ตลอดเวลาที่เติบโตขึ้นมา ผมเป็นนักเตะที่ดีที่สุดเสมอ คนที่ฝีเท้าต่ำกว่าผมมากๆ ในตอนนั้น พูดได้เลยว่าในตอนนี้พวกเขามีชีวิตค้าแข้งที่ดีกว่าผม" อาดูกล่าว

"เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเห็นเด็กที่มีพรสวรรค์สูงมากสักคน แบบเหนือกว่าคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด แล้วเขาเล่นแบบขอไปที พยายามจะเอาตัวรอดไปด้วยพรสวรรค์ ผมก็จะบอกว่า ไม่นะ ทำแบบนั้นไม่ได้ นายทำแบบนั้นไม่ได้ ไม่งั้นต่อไปพวกเขาจะแซงหน้านายไป

"เพราะตอนนั้นผมยังเด็ก"

ปิด