ลูกฟุตบอลเวิลด์คัพ : จากแทงโก้สู่จาบูลานี

คอมเมนต์
ลูกฟุตบอลในมหกรรมกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นหนึ่งในเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ และมันมีเรื่องราวมากมายมาตั้งแต่ปี 1930 ที่อุรุกวัย


Tiento & T-Model (1930)


ลูกบอลสุดคลาสสิคลูกนี้เป็นบอลแบบออฟฟิเชียลที่ใช้ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ระหว่างอุรุกวัยเจ้าภาพและอาร์เจนตินาผู้ท้าชิง ที่มีน้ำหนักมากกว่ารุ่นปัจจุบันอยู่บานเบอะ และไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการสำหรับลูกฟุตบอลลูกนี้

T-Model 1930 World Cup ball Tiento 1930 World Cup ball


Federdale 102 (1934)


“เฟเดเรล 102” คือชื่ออย่างเป็นทางการของฟุตบอลลูกนี้ โดยอิตาลีที่รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพในครั้งนั้นได้หยิบฟุตบอล (ที่มีหน้าตาเปลี่ยนไปจากเดิมเยอะพอสมควร) มาใช้ มันมีผิวสัมผัสที่เกลี้ยงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดและทำให้การคอนโทรลบอลเป็นไปได้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

Federale 102 1934 World Cup ball


Photo credit: MDBR / Wikipedia


Allen (1938)


ชาติแห่งแฟชั่นอย่างฝรั่งเศสลงทุนออกแบบลูกบอลใหม่หมดพร้อมตั้งชื่อให้มันว่า “อัลแล็ง” พร้อมผิวสัมผัสที่ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิมและโค้งมนเป็นวงกลมกว่า 95% แล้ว Allen 1938 World Cup ball

Photo credit: MDBR / Wikipedia


DUPLO T (1950)


ที่บราซิล พวกเขาใช้ฟุตบอลสีขาวเป็นครั้งแรกโดยมีชื่อเรียกนิคเนมว่า “ซูเปอร์ ดูโปล ที” ซึ่งบอลในยุคนั้นถือเป็นต้นแบบของพัฒนาการที่ดีเยี่ยมก่อนที่มันจะเดินทางเข้าสู่ยุคใหม่ World Cup ballPhoto credit: MDBR / Wikipedia


Swiss World Champion (1954)


ออฟฟิเชียล ฟุตบอลกลับมาใช้สีส้มที่เวิลด์ คัพ สวิตเซอร์แลนด์ พร้อมกับสลักชื่อและตัวหนังสือชื่อประเทศลงไปในฟุตบอล สร้างสีสันที่แปลกตาอย่างน่าสนใจ Swiss World Champion 1954 World Cup ball

Photo credit: MDBR / Wikipedia


Top Star (1958)


ฟุตบอลโลกยังคงวนเวียนอยู่ในยุโรป และคราวนี้เป็นสวีเดนที่อาสารับหน้าเสื่อเจ้าภาพ และลูกฟุตบอลก็แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ มากนักจากครั้งก่อนๆ ด้วยสีสันและรูปแบบ Top Star 1958 World Cup ball

Photo credit: MDBR / Wikipedia


Crack (1962)


ลูกบอลประจำทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้มีการออกแบบที่แปลกตาขึ้น ด้วยการตัดเย็บที่แหวกแนวกว่าครั้งก่อนๆ พร้อมตั้งชื่อให้มันแบบสุดเท่ว่า “แคร็ค” Crack 1962 World Cup ball

Photo credit: MDBR / Wikipedia


Challenge 4-Star (1966)


ความเบาที่มากขึ้นพร้อมน้ำหนักที่สมส่วนคือจุดเด่นของปีนี้ และที่ต้องจารึกไว้อย่างดีคือมันเป็นลูกฟุตบอลชุดแชมป์โลกของอังกฤษ ด้วยหน้าตาที่ทมึนกว่าเดิม มันชื่อ “สลาเซนเจอร์” Challenge 4-Star 1966 World Cup ball

Photo credit: MDBR / Wikipedia


Telstar (1970)


ครั้งแรกของอาดิดาสที่เข้ามารับหน้าที่ผลิตฟุตบอลให้กับมหกรรมกีฬาแห่งโลกอย่างเวิลด์คัพ “อาดิดาส เทลสตาร์” คือชื่ออย่างเป็นทางการของมัน จากยางทั้งหลายแหละถูกเปลี่ยนเป็นหนังเย็บติดกัน 32 ชิ้น และแบ่งเป็นสีดำห้าเหลี่ยม 12 ชิ้นกับสีขาวหกเหลี่ยม 20 ชิ้นตามแบบฉบับของความคลาสสิคที่เราเห็นจนชินตา โดยในการเปลี่ยนเป็นสีขาว-ดำก็เพื่อให้ชัดเจนเวลาถ่ายทอดสดไปทั่วโลก ซึ่งทำกันครั้งแรกในสมัยนั้น Adidas Telstar 1970 World Cup ball.


Telstar Durlast (1974)


คล้ายกับเมื่อสี่ปีที่แล้ว เพียงแต่เพิ่มและเน้นลวดลายให้ชัดเจนขึ้น นี่คือ “อาดิดาส เทลสตาร์” ของเจ้าภาพเยอรมัน Adidas Telstar Durlast 1974 World Cup ball

Photo credit: WorldCupWiki


Tango (1978)


ถูกออกแบบให้เข้ากับแนวคิดของการเต้นในจังหวะแทงโก้ ท่าเต้นพื้นเมืองของอาร์เจนตินา ยังคงใช้หนังห้าเหลี่ยมและหกเหลี่ยมเช่นเดิม เพียงแต่ใช้สีขาวทั้งหมด แล้วค่อยพิมพ์ลายลงใหม่เป็นลักษณะวงกลม นี่คือการเข้าสู่ยุคใหม่ของฟุตบอลแนวลวดลายโค้งสวยงาม นี่คือ “แทงโก เดอลาสต์” Adidas Tango 1978 World Cup ball


Tango Espana (1982)


สเปน ชาติเจ้าภาพถือโอกาสเรียกมันว่า “แทงโก เอสปัญย่า” เพื่อประกาศศักดา ทั้งที่ลวดลายไม่แตกต่างจากสี่ปีก่อนมากนัก ทว่าคุณภาพของหนังถือว่ายอดเยี่ยมกว่าเดิมมาก และใช้เทคโนโลยีให้ลูกบอลพยายามไม่ดูดซึมน้ำครั้งแรก Adidas Tango Espana 1982 World Cup ball

Photo credit: Warren Rohner


Azteca (1986)


“อาดิดาส แอซเทก้า” คือชื่อของฟุตบอลที่เม็กซิโกได้เป็นเจ้าภาพในปีนั้น ความเปลี่ยนแปลงของมันไม่มากนักจากรุ่นก่อนๆ เพียงแต่ใช้หนังสังเคราะห์แทนในครั้งนี้ และมีการพิมพ์ลวดลายแบบ “แอซเทค” ลงบนลูกบอลสะท้อนถึงความเป็นพื้นเมืองของเม็กซิโกได้อย่างชัดเจน Adidas Azteca 1986 World Cup ball


Etrusco Unico (1990)


อิตาลีเป็นเจ้าภาพหนที่สองมาพร้อมกับดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวขึ้นกว่าเดิมมาก การปฏิวัติครั้งสำคัญในครั้งนี้คือการผสมโพลียูริเทนเข้าไปในการผลิตเพื่อกันน้ำ 100% และนี่คือ “อาดิดาส เอทรุซโก ยูนิโก” Adidas Etrusco Unico 1990 World Cup ball

Photo credit: warrenski


Questra (1994)


“อาดิดาส เควสตรา” คือชื่อของฟุตบอลในปีนี้ที่สหรัฐอเมริกา โดยมีที่มาจาก “Quest for the star” เพราะมันถูกผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีด้านอวกาศ เพิ่มชั้นโพลียูริเทน สร้างน้ำหนักให้เบาลงอีก นี่คือฝันดีของกองหน้า และฝันร้ายของนายทวาร Adidas Questra 1994 World Cup ball


Tricolore (1998)


ฝรั่งเศสเลือกใช้สีของธงชาติประดับลงบน “ไตรโกลอร์” งานฟุตบอลในปีนั้น รวมทั้งสร้างลายน้ำลงบนแบบพิมพ์ฟุตบอลอย่างอลังการ นี่คือฟุตบอลที่ทำให้เจ้าภาพคว้าแชมป์โลกอีกด้วย Adidas Tricolore 1998 World Cup ball

Photo credit: Getty Images


Fevernova (2002)


ครั้งแรกบนแผ่นดินเอเชียในฐานะเจ้าภาพศึกลูกหนังโลก แม้จะไม่ถูกกันนักระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น แต่งานดีไซน์ที่ยอดเยี่ยมในครั้งนี้ทำให้ “ฟีเวอร์โนวา” คือลูกฟุตบอลที่เป็นสีสันและเต็มไปด้วยเทคโนโลยีอย่างแท้จริง มันถูกออกแบบให้น้ำหนักเบา เคลื่อนที่ได้อย่างถูกต้องแม่นยำกว่าเดิม Adidas Fevernova 2002 World Cup ball

Photo credit: Getty Images


Teamgeist (2006)


ลวดลายคือเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของลูกฟุตบอลครั้งนี้ มันกลมกลืงและแฝงไปด้วยนัยยะแห่งความสามัคคี ด้วยชื่อ “ทิมไกสต์” ที่เป็นภาษาเยอรมันแปลได้ว่า “ทีมสปิริต” และนี่คือการลดจำนวนหนังที่นำมาเย็บติดกันจาก 32 เหลือเพียง 14 ชิ้น นั่นทำให้มันมีรอยต่อน้อยลงและมีความเร็วมากขึ้นเพื่อสร้างปัญหาให้ผู้รักษาประตูโดยเฉพาะ Adidas Teamgeist 2006 World Cup ball

Photo credit: Getty Images


Jabulani (2010)


ลูกบอลที่ใช้ที่แอฟริกาใต้ครั้งนี้ชื่อ “จาบูลานี” มันเต็มไปด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่เหนือกว่าเดิมมากมาย และจุดเด่นของมันอยู่ที่การผลิตภายใต้แนวคิด “Grip n’ Groove” มีเกร็ดและร่องบนผิวลูกบอลทำให้การปล่อยผ่านจากเท้าสู่อากาศทำให้ลูกบอลเที่ยงตรงแม่นยำมากที่สุด นี่คือลูกบอลหมายเลข 11 ของอาดิดาสบนเวทีเวิลด์คัพ Adidas Jabulani 2010 World Cup ball

Photo credit: Getty Images


Brazuca (2014)


หลังผ่านการโหวตของแฟนๆชาวบราซิลทั่วประเทศแฟนบอลเกือบล้านเสียงต่างโหวตให้ "บราซูกา" เป็นชื่อลูกฟุตบอลรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นชื่อที่มีสองความหมาย โดยอย่างแรกจะเป็นการสื่อถึงคนบราซิล ที่ไปใช้ชีวิตในต่างแดน ซึ่งรวมถึงนักเตะหลายๆคน ขณะที่อีกความหมายเป็นการบรรยาถึงความภาคภูมิใจในวิถีชีวิต และความเป็นชนชาวบราซิเลียนเอง

โดยตัวของ "บราซูกา" ถูกประกอบขึ้นมาด้วยแผ่นหนัง 6 ชิ้น และมีลวดลายเป็นริบบิ้นหลากสีผ่านโค้งกันไปมาเป็นสัญลักษณ์ของกำไรข้อมือ หลากสีสัน ที่คนท้องถิ่นนิยมใส่ในบราซิล

Adidas Brazuca 2014 World Cup ball

Photo credit: Getty Images

อ่านบทความต่อด้านล่าง

Telstar 18 (2018)


ในเวิลด์คัพ 2018 นี้ อดิดาสจะใช้ลูกบอลลูกใหม่ล่าสุดคือ เทลสตาร์ 18 ซึ่งถือเป็นการนำรุ่นคลาสสิกของอดิดาสกลับมาใช้อีกครั้ง นั่นคือเทลสตาร์ ซึ่งเป็นลูกฟุตบอลลูกแรกของอดิดาสในเวิลด์คัพเมื่อปี 1970 และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1994 ที่พวกเขากลับมาใช้สีขาวดำIn November 2017, Adidas released the Telstar 18 - the official match ball of the 2018 World Cup in Russia. Adidas Telstar 18 2018 World Cup ball

ลูกฟุตบอลลูกนี้ทดลองใช้มาแล้วหลายครั้งก่อนถึงทัวร์นาเมนต์ รวมถึงการแข่งขันในระดับเยาวชนหลายรายการ เช่นในเวิลด์คัพ ยู-20 ก็เป็นหนึ่งในรายการที่ได้ลองลูกฟุตบอลลูกนี้มาแล้ว

Photo credit: Getty Images

บทความต่อไป:
กล้องจับพอดี! มูรินโญซวยถูกตั้งข้อหาสบถหยาบออกทีวี
บทความต่อไป:
รอดยาก! สเปนส่อรับโทษแฟนโห่เพลงชาติอังกฤษ
บทความต่อไป:
อ่วม! ตูรานถูกทีมแบนไม่มีกำหนด-ปรับแพงเป็นประวัติการณ์
บทความต่อไป:
สัปดาห์วิปโยค! หงส์ปวดตับมาเนนิ้วหักซ้อมทีมชาติ
บทความต่อไป:
โฉมใหม่!ช้างศึกซูซูกิคัพ2018เหลือแข้งชุดแชมป์เก่าแค่3ราย
ปิด