ฟุตบอลไทยใต้ร่มพระบารมี “พระราชานักพัฒนา”

คอมเมนต์()

....ยากเหลือเกิน หากจะสรรหาถ้อยคำใดมาบรรยาย เรียบเรียงถึงพระมหากรุณาธิคุณ  ของ พระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย ทุกหมู่เหล่า ตลอดการครองราชย์ที่ยาวนาน 70 ปี

เพราะพระองค์ท่าน ทรงเป็น พระมหากษัตริย์นักพัฒนา ผู้บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ชาวไทยในทุกหนแห่ง และทุกภาคส่วน

ในด้านกีฬา พระองค์ได้ทรงรับเป็น องค์อุปถัมภ์ให้กับ คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย รวมถึงสมาคมกีฬาต่างๆ เช่นเดียวกับ “กีฬาฟุตบอล” ที่ในรัชสมัยของพระองค์ ถือเป็นอีกหนึ่งยุคทองที่ฟุตบอลไทย มีการพัฒนาก้าวหน้าสู่ความเป็นสากลอย่างมาก

ฟุตบอลไทยใต้ร่มพระบารมี “พระราชานักพัฒนา”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีความสนพระราชหฤทัย ต่อกีฬาฟุตบอลมาอย่างยาวนาน แม้เพียงการแข่งขันระดับจังหวัด พระองค์ก็จะทรงเสด็จไปทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง แม้นวันนั้นจะมีฝนตกลงมา พระองค์ก็ยังคงปักหลักทอดพระเนตรต่อไป มิได้เสด็จไปไหน โดยภายหลังจบการแข่งขัน ในหลวงภูมิพล จะทรงพระราชทาน ถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศ และพวงมาลัยแก่นักกีฬา เพื่อเป็นขวัญกำลังใจอยู่เนืองนิตย์

ในปี พ.ศ.2503 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จประพาสต่างแดนครั้งใหญ่กับ 16 ประเทศ อาทิ อังกฤษ, เยอรมัน, สเปน, สหรัฐอเมริกา ฯ ซึ่งภายหลังเสด็จกลับมายังประเทศไทย พระองค์ได้ทรงนำเอาแนวคิด และศาสตร์ความรู้ที่ทรงได้รับ มาต่อยอดพัฒนา และปรับใช้กับประเทศไทยในด้านต่างๆ

ในปี พ.ศ.2504  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำริที่ต้องการให้ ฟุตบอลไทย มีรูปแบบการแข่งขันสากล แบ่งออกเป็น 4 ดิวิชัน เหมือนกับประเทศอังกฤษ จึงได้ทรงพระราชทาน ถ้วยพระราชทาน ประเภท ค. และ ถ้วยพระราชทาน ประเภท ง. แก่สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

ฟุตบอลไทยใต้ร่มพระบารมี “พระราชานักพัฒนา”

จากเดิมที่มี “ถ้วยใหญ่” และ “ถ้วยน้อย” ที่ได้รับพระราชทานมาจาก พระบาทสมเด็จมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว อยู่แล้ว โดยได้เปลี่ยนพระนาม “ถ้วยใหญ่” ให้เป็น ถ้วยพระราชทาน ประเภท ก.  และ “ถ้วยเล็ก” ให้เป็น ถ้วยพระราชทาน ประเภท ข. และดำเนินการแข่งขัน ถ้วย ก.-ง. ขึ้นเป็นปีแรก โดยทีมชนะเลิศ ถ้วย ค. ทีมแรก ได้แก่ ทีมกรมพลศึกษา และทีมชนะเลิศ ถ้วย ง. ทีมแรก ได้แก่ สโมสรฟุตบอลไทยรถไฟ-กรมพลานามัย

ต่อมาในปี พ.ศ. 2505 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อส่ง นายสำรวย ไชยยงค์ (ชื่อปัจจุบัน พลตรีสำเริง ไชยยงค์) และ นายฉัตร หรั่งฉายา เดินทางไปอบรมหลักสูตรผู้ฝึกสอนระยะสั้นที่ประเทศเยอรมัน เพื่อนำความรู้มาพัฒนาเยาวชนในประเทศ จนเกิดเป็นสโมสรราชวิถี ในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ ยังทรงสนับสนุนพระราชโอรส “ในหลวงรัชกาลที่ 10” สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรวรางกูร ให้ทรงเล่นกีฬาฟุตบอล เมื่อครั้งยังทรงพระยศ เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ

ฟุตบอลไทยใต้ร่มพระบารมี “พระราชานักพัฒนา”

ในปี พ.ศ. 2511 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระราชทานถ้วยรางวัลผู้ชนะเลิศ สำหรับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์ระหว่างประเทศ แก่ พลตำรวจโท ต่อศักดิ์ ยมนาค นายกสมาคมฯ ในเวลานั้น เพื่อดำเนินการจัดการแข่งขัน “ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์ คัพ” โดยได้มีการจัดเป็นประเพณีสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

นอกเหนือจากการแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติ และระดับประเทศ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรอดุลยเดช ได้ทรงพระราชทานรางวัลและรับไว้เป็นองค์อุปถัมภ์แล้ว

ยังรวมถึง ในทุกๆครั้งที่มี การแข่งขันกีฬาระดับภูมิภาคขึ้นที่ประเทศไทย อาทิ กีฬาแหลมทอง (ครั้งที่ 1, 4, 8), กีฬาซีเกมส์ (ครั้งที่ 13 และ 18), กีฬาเอเชียนเกมส์ (ครั้งที่ 5, 6, 8, 13) พระองค์จะทรงรับมหกรรมกีฬาเหล่านี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ นอกจากนี้ ยังได้ทรงพระราชทาน ไฟพระฤกษ์ ไว้ใช้สำหรับการแข่งขันอีกด้วย (ยังรวมถึง กีฬาแห่งชาติ และกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ที่พระองค์ทรงพระราชทานไฟพระฤกษ์)

ฟุตบอลไทยใต้ร่มพระบารมี “พระราชานักพัฒนา”

ไม่เพียงแต่กีฬาระดับนานาชาติ และระดับประเทศ “ในหลวงภูมิพล” ยังได้ทรงสนพระทัย และทรงเห็นความสำคัญของการพัฒนากีฬาระดับท้องถิ่น โดย พระองค์ได้ทรงพระราชทาน ถ้วยรางวัล สำหรับการแข่งขันระดับภูมิภาค อาทิ ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานภูพานราชนิเวศน์ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) การแข่งขันฟุตบอลชิงโล่พระราชทาน (ภาคใต้) ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานภูพิงคราชนิเวศน์ (ภาคเหนือ) รวมถึง ถ้วยรางวัลพระราชทาน แก่ฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ฯ เป็นต้

อีกทั้ง พระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ ยังทรงเสด็จมาทอดพระเนตร การแข่งขันฟุตบอล, พระราชทานถ้วยรางวัล อยู่เนืองนิตย์

ก่อนการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่ อย่าง ซีเกมส์, เอเชียนเกมส์, โอลิมปิกเกมส์, ฟุตบอลคิงส์ คัพ ฯ หรือบุคคลที่สร้างชื่อเสียงด้านกีฬา พระองค์จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้คณะนักกีฬาเหล่านั้น ได้เข้าเฝ้า เพื่อรับฟังพระบรมราโชวาท และพระราชทานขวัญกำลังใจแก่นักกีฬา โดยใจความสำคัญในพระบรมราโชวาท ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะทรงพระราชทาน หลักฏิบัติของการเป็นนักกีฬาที่ดี, การเล่นอย่างมีน้ำใจนักกีฬา เล่นชนะใจผู้ชม เพื่อสร้างชื่อ เกียรติยศ แก่ประเทศชาติ

ฟุตบอลไทยใต้ร่มพระบารมี “พระราชานักพัฒนา”

รวมถึงยังได้ทรงมอบทุนด้านกีฬา และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่ผู้คนในวงการฟุตบอล รวมถึงกีฬาอื่นๆ ยังความปลื้มปิติและนับเป็นเกียรติสูงสุด สำหรับ สามัญชน อย่าง คณะนักกีฬาทีมชาติไทยทุกท่านที่ได้เคยเข้าเฝ้า และรับพระราชทานรางวัล จากในหลวงรัชกาลที่ 9

แม้แต่ ในยามที่ พระองค์ เสด็จดำเนินไปยังพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ก็ได้ทรงนำอุปกรณ์กีฬา อาทิ ลูกฟุตบอลฯ ไปมอบให้แก่เด็กๆ เยาวชน เพื่อปลูกฝังความนักกีฬาแก่พสกนิกรของพระองค์ท่าน

โดย พลเอก ประเทียบ เทศวิศาล อดีตสภากรรมการบริหารสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เคยกล่าวไว้หนังสือ หนังสือพระมหากษัตริย์นักกีฬา พระราชาแห่งฟุตบอลสยาม ว่า “พระเจ้าอยู่หัวทรงติดตามผลการแข่งขันฟุตบอลของทีมชาติไทยอยู่เสมอด้วยวิทยุคลื่นสั้น ทรงมีพระบรมราโชวาทเป็นแนวทางปฏิบัติ สำหรับการบริหาร ฝึกซ้อมและวิธีการเล่นของนักฟุตบอลอย่างน้ำใจนักกีฬา ทรงมีความเข้าพระทัยศาสตร์และศิลป์ของกีฬาฟุตบอลอย่างลึกซึ้ง”

ฟุตบอลไทยใต้ร่มพระบารมี “พระราชานักพัฒนา”

แม้ในช่วงปลายรัชสมัยที่ทรงรักษาพระวรกายอยู่ในโรงพยาบาลศิริราช พระราชหฤทัยยังคงอยู่กับประเทศชาติในทุกมิติ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องกีฬา เมื่อครั้งทีมชาติไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบทีมชาติมาเลเซีย ในฟุตบอล เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 รอบชิงชนะเลิศนัดที่สอง ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ยังทรงให้รองราชเลขาฯ ต่อสายไปถึง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอนในช่วงพักครึ่งเวลา เพื่อบอกว่า “เราดูอยู่ และขอส่งกำลังใจให้” ช้างศึกพลิกกลับมาเป็นฝ่ายชนะด้วยสกอร์รวม 4-3 คว้าแชมป์อาเซียนกลับประเทศ

หลากหลาย คุณูปการ ที่มิอาจพรรณาได้หมด ที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระราชทานแก่ ฟุตบอลไทย ตลอดการครองราชย์ 70 ปี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ และถือเป็นรากฐานสำคัญ ที่ทำให้วงการลูกหนังไทย ยังคงพัฒนาก้าวไปอย่างไม่มีหยุดยั้ง ด้วยปรีชาและสายพระเนตรอันกว้างไกลของพระองค์ท่านนี่เอง

อ่านบทความต่อด้านล่าง

"...ข้อที่น่าคิดก็มีว่า ในเมืองไทยเราทีมฟุตบอลของไทยหรือการฟุตบอลของไทยมีทั้งขึ้นทั้งลง แล้วแต่ความเอาใจใส่ของทางราชการบ้าง แล้วแต่ความเอาใจใส่ของผู้ที่สนใจในกีฬาบ้าง และแล้วแต่ความสามารถของนักกีฬาบ้าง ที่เห็นว่านักกีฬาฟุตบอลนี้เป็นกีฬาที่คนไทย จะสามารถปฏิบัติได้ดีก็ด้วยเหตุผลว่า คนไทยเรามีความว่องไวและมีความอดทน มีความสามารถเป็นเรื่องเป็นราว”

“แต่ก็มีบางอย่าง ที่จะทำให้กีฬาฟุตบอลของไทยเรา มีการลงบ้างเหมือนกัน เพราะว่าการกีฬานั้น จะต้องมีการฝึกซ้อมให้ดี ทั้งในทางวิชาการ คือเทคนิค และทั้งในทางกาย คือความแข็งแรงสมบูรณ์ การฝึกตนให้มีสุขภาพอนามัยแข็งแรง ถ้าขาดทั้งสองอย่างนี้ ก็จะทำให้ไม่สามารถปฏิบัติภาระของตัวให้ได้ชัยชนะได้ ถ้าได้ฝึกฝนด้วยตนเองได้ฝึกดีและได้เตรียมตัว เตรียมกายของตัวให้ดีแล้ว ก็ย่อมสามารถฟันผ่าอุปสรรคได้ดีที่สุด แต่ถ้าไม่ปฏิบัติด้วยความสม่ำเสมอ ก็ไม่ต้องแปลกใจจะต้องปราชัย..." - พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่คณะนักฟุตบอลทีมชาติไทย เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2512

ขอบคุณภาพทั้งหมดและข้อมูลบางส่วนจาก : สมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอลแห่งประเทศไทย

ปิด