ข่าว ไลฟ์สกอร์
แชมเปี้ยนชิพ

จับตาดาวเด่น M-150 แชมเปี้ยนชิพ : สัจจา แสงสุวรรณ

11:12 GMT+7 3/7/19
จับตาดาวเด่น M-150 แชมเปี้ยนชิพ :สัจจา แสงสุวรรณ
"เจ้าชายยักษ์แสด" ผู้รักมั่นในศรัทธาและหวังว่าสักวันจะพาทีมบ้านเกิดอย่าง อุดรธานี เอฟซี เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดให้ได้

เข้าสู่ขวบที่สองแล้วสำหรับ "ยักษ์แสด"  อุดรธานี เอฟซี ในการลงเล่นใน ศึกในศึก M-150 แชมเปี้ยนชิพ หลังต้องรอคอยถึง 9 ปี  นับตั้งแต่เปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันใหม่ แน่นอนแฟนบอลคงทราบกันดีว่าจังหวัดแห่งนี้คลั่งไคล้ในกีฬาลูกหนังเป็นอย่างมาก 

หากใครยังไม่เห็นภาพลองย้อนกลับไปดูข่าวหรือคลิปในเกมเปิดบ้านนัดแรกที่ได้สัมผัสเวทีลีกรองหลังมีแฟนบอลกว่า 6 พันคนแห่ทะลักเข้ามาชมเกมการแข่งขัน  ซึ่งที่จริงแล้วยังมีอีกกว่า 1 พันชีวิตที่ไม่ได้เข้าชมเกม(ตั๋วหมด)ภายใน สนามสถาบันการพลศึกษา อุดรธานี

"บรรยากาศปีแรกที่เราได้สัมผัสลีกรองของประเทศไทยมันดีมากครับ แฟนฟุตบอลที่นี่คลั่งไคล้กีฬาเป็นอย่างมากและแมตช์แรกที่เราได้กลับมาเล่นที่สนามเหย้า เราสามารถคว้าชัยได้ มันยิ่งทำให้ชาวอุดรธานี ยิ่งคลั่งไคล้เข้าไปอีก ถือว่าบ้าเลยก็ได้ครับ" สัจจา แสงสุวรรณ พูดถึงบรรยากาศเกมเหย้านัดแรกใน M-150 แชมเปี้ยนชิพ หลังเลื่อนชั้น

สัจจา แสงสุวรรณ นักเตะลูกหม้อของ อุดรธานี เอฟซี ที่สำคัญเลือดเนื้อเชื้อไขชาวจังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่กำเนิด หากย้อนกลับไปในฤดูกาล 2011 "ป๊อป" ได้มีโอกาสสัมผัสเกมลูกหนังอาชีพเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่จบการศึกษาชั้นมัธยมจาก โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล สู่รั้ว สถาบันพลศึกษาอุดรธานี 

ซึ่งภายในปีดังกล่าวซึ่งถือเป็นก้าวแรกในลีกอาชีพของ "สัจจา" ก่อนจะพาทีมจบอันดับ 9 ของตารางในโซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่อย่างไรก็ตามด้วยเป้าหมายและการเสริมทัพที่มีความเข้มข้นทีมมีการเปลี่ยนผู้เล่นแทบตลอดแต่ "ป๊อป" เด็กหนุ่มเลือดเนื้อเชื้อไขชาวอุดร ก็ยังคงอยู่กับทีมไม่ไปไหนก่อนจะมาถึงยุคของ "เสี่ยต้อยติ่ง" สุวิทย์ พิพัฒน์วิไลกุล ได้มอบปลอกแขนกัปตันทีมพร้อมภารกิจต้องพา "ยักษ์แสด" เลื่อนชั้นและวางเป้าหมายต้องเล่นในลีกสูงสุดภายใน 5 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา

"เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจมากเลยครับ ที่วันหนึ่งได้สัมผัสความเป็นผู้นำให้แก่ทีม สำหรับฟุตบอลไม่ใช่เพียงแค่งาน แต่มันคือชีวิตผม ไม่คิดเลยว่าจะมาถึงจุดนี้"

"และยิ่งไปกว่านั้นนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงมาเป็น เสี่ยต้อยติ่ง ทีมดูมีความมุ่งมั่นเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มุ่งมั่นกันอยู่แล้ว เพราะทุกคนอยากจะพาทีมเลื่อนชั้นเพื่อนเป็นเกียรติประวัติของตัวเอง และ ยิ่งผมเป็นชาวจังหวัดอุดรก็อย่างตอบแทนบุญคุณ และที่สำคัญอยากให้แฟนบอลมีความสุขได้สัมผัสบรรยากาศที่เหนือไปกว่านั้น"

ฝันให้ไกลไปให้ถึง ในที่สุดเวทีที่พวกเขารอคอยนาน 9 ปี (2009-2017) ก็ได้มีโอกาสสัมผัสเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เปลี่ยนรูปแบบเป็นดิวิชั่น 2 และ ไทยลีก 3 หลังพลาดคว้าตั๋วเลื่อนชั้นมาหลายฤดูกาลชนิดที่แบบเจ็บใจสุดขีด อย่างไรก็ตามกราฟชีวิตของ "สัจจา" ก็ก้าวกระโดดหลัง โปลิศ เทโร เอฟซี อดีตยักษ์ใหญ่จากโตโยต้าไทยลีกยื่นข้อเสนอดึงตัวมาร่วมทีมก่อนจะตัดสินใจย้ายไปในที่สุด ซึ่งในปีดังกล่าวหลัง "ยักษ์แสด" เลื่อนชั้น เสี่ยต้อยติ่ง ก็ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานสโมสร

"บรรยากาศในวันนั้น วันที่เราคว้าตั๋วเลื่อนชั้นผมไม่มีวันลืมเลยครับ มันเป็นไปตามเป้าหมายที่บอร์ดบริหารตั้งไว้ ในที่สุดเราก็ทำสำเร็จ แฟนบอลต่างกันพาดีใจหลังต้องเฉียดมาหลายฤดูกาล" สัจจา พูดถึงบรรยากาศที่ทีมรอคอยการเลื่อนชั้นนาน 9 ปี พร้อมกับได้รับฉายาจากแฟนบอล "เจ้าชายยักษ์แสด"

"แต่ในฤดูกาลถัดมาทางผมได้รับข้อเสนอจาก โปลิศ เทโร จากนั้นก็ได้มีการพูดในเรื่องสัญญาสุดท้ายก็ตกลงกันได้ ตอนนี้ฝันของผมก็ได้เป็นจริงในการเล่นในเวทีลีกสูงสุด แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ ในการปรับตัวสุดท้ายในเลกที่สองก็ตัดสินใจกลับมาอยู่ที่ อุดร เหมือนเดิม ถามว่าตัดสินใจถูกใหม่ หรือ ล้มเหลวหรือเปล่า ส่วนตัวผมถือเป็นการเก็บประสบการณ์มากกว่าไม่มองถึงเรื่องนั้นเลย เพราะอยากรู้ว่าเราทำได้ดีแค่ไหน ส่วนไหนที่ต้องปรับปรุง อายุก็ยังสามารถเล่นได้อีกนานมันยังไม่สาย"

ในฤดูกาล 2018 เลกที่สอง อุดรธานี เอฟซี ภายใต้การบริหารของ "เสี่ยก้อ" วัชระพล ขาวขำ ได้จัดการดึงแข้งระดับทีมชาติอย่าง ประกิต ดีพร้อม รวมถึง สัจจา แสงสุวรรณ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟลูกหม้อ วัย 29 ปี กลับมาบ้านหลังเก่าแห่งนี้ก่อนจะพา "ยักษ์แสด" จบอันดับ 6 ของตารางในปีแรกในการลงเล่นลีกรองของประเทศ

หลังจากจบด้วยเลขหลักเดียวซึ่งผิดคาดกับเป้าหมายที่วางไว้ที่จะต้องเลื่อนชั้นทันทีหลังลงเล่นในปีแรก ซีซั่นถัดมาทีมก็ทำการหันมาใช้ผู้เล่นดาวรุ่งเพื่อเป็นการลดค้าใช้จ่ายที่สูงแต่อย่างไรก็ตามผลงานของทีมก็ยังคงเส้นคงวาและในฤดูกาล 2019 ขวบที่สองเป้าหมายของทีมก็ถูกเปลี่ยนไปอีกครั้งหลังมีคะแนนตามไล่โซนเลื่อนชั้นเพียงไม่กี่คะแนน "เสี่ยก้อ" ทำการจัดหนักคว้าผู้เล่นมาเสริมทัพเพื่อให้สามารถยืนระยะให้นานที่สุด ซึ่งแฟนบอลต่างก็หวังว่าปีนี้อาจเป็นปีทองที่ทีมจะได้มีโอกาสได้สัมผัสเวทีลีกสูงสุด

"ปีนี้เราเริ่มต้นด้วยดีโดยเฉพาะเกมในบ้านที่ได้เสียงเชียร์จากแฟนบอลที่สำคัญยังเป็นจุดแข็งของเรา จริงๆแล้วเราไม่กลัวเลยถ้าได้ลงเล่นที่นี่ แต่เราก็ยังมีจุดอ่อนคือเรื่องเกมเยือนที่ค่อยเก็บคะแนนได้น้อย แต่ยังดีที่เรายังสามารถรักษาอันดับตารางคะแนนห่างจากโซนเลื่อนชั้นเพียงไม่กี่แต้ม ซึ่งในเลกที่สองเราก็ได้ผู้เล่นใหม่มาเสริมทีมก็หวังว่าจะทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด"

"เราไม่มีเหตุผลที่ต้องฉุดรั้งไว้ และ ต้องคิดว่าหากใครฉุดรั้งเราก็ต้องพยายามปัดออกไป ผมฝันมาตลอดว่าสักวันจะพาทีมอุดรบ้านเกิดไปเล่นบนลีกสูงสุดให้ได้ ทุกคนลองคิดดูครับหากเราได้ไปเล่นบรรยากาศคงจะสนุกมากว่านี้ แต่ตอนนี้ทุกคนต่างกันพยายามทำงานกันอย่างหนัก ก็อยากจะขอแรงใจจากแฟนบอลช่วยเชียร์พวกเรา ไม่มีพวกคุณ พวกเราคงไม่มีแรงสู้ จงศรัทธาในพวกเรา"

สำหรับ อุดรธานี เอฟซี ในปัจจุบัน รั้งอันดับ 7 ของตารางใน M-150 แชมเปี้ยนชิพ มี 28 คะแนน ห่างจากโซนเลื่อนชั้นเพียง 3 คะแนน เท่านั้น ส่วน "เจ้าชายยักษ์แสด" สัจจา แสงสุวรรณ เพิ่งฉลองการลงเล่นครบ 200 นัด ตลอด 8 ปีครึ่ง ในเกมที่บุกพ่าย ไทยฮอนด้า เอฟซี 1-0 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา และนักเตะที่ลงเล่นให้กับทีมมากที่สุด