“เด็กๆ พวกนี้ตามจาดอนไปทั่วเลย เขาเป็นเหมือนหัวหน้าแกงค์ หรืออะไรทำนองนั้น” นอร์แมน ดอว์กินส์ ชายผู้ค้นพบแข้งมากพรสวรรค์รายนี้เป็นคนแรกในสนามคอนกรีตแถบลอนดอนใต้กล่าว “จะมีพวกเด็กๆ จำนวนหนึ่งตามเขาไปทั่ว เมื่อเขาออกไปวิ่งจ็อกกิ้ง พวกเด็กๆ ก็จะวิ่งตามเขาไป!”

อย่างที่เห็นกัน จาดอน ซานโช เป็นคนที่โดดเด่นเสมอ ในวัย 18 ปี เขากลายเป็นนักเตะที่เนื้อหอมที่สุดคนหนึ่งในวงการฟุตบอล กำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมกับสโมสรชั้นนำของยุโรปอย่างโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กลายเป็นนักเตะที่เกิดในยุคมิลเลนเนียมคนแรกที่เล่นให้ทีมชาติอังกฤษ และมีโอกาสที่จะเป็นผู้เล่นชาวอังกฤษคนแรกที่มีค่าตัวถึง 100 ล้านปอนด์

“ผมอยากจะเป็นนักเตะอาชีพมาตลอด ทำให้คนมาดูผมแล้วร้อง ว้าว! เหมือนอย่างที่ผมเคยดูโรนัลดินโญแล้วร้อง ว้าว! ผมอยากจะเป็นเหมือนเขาในสักวันหนึ่ง” ซานโชเล่าเรื่องของตัวเองให้ Goal ฟัง

“ผมพูดแทนทุกๆ คนไม่ได้หรอก ผมพูดถึงได้แต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น เรื่องของผมก็คือ ผมก็แค่อยากเล่นฟุตบอล”

เจ้าของรางวัล NxGn 2019 ของ Goal ซึ่งจัดอันดับ 50 สุดยอดดาวรุ่งของโลกที่เกิดในยุคมิลเลนเนียม - รู้ดีว่าเขายังมีเส้นทางลูกหนังอีกยาวไกล แต่เป้าหมายที่อยากให้คนดูร้อง ว้าว! เขาทำได้มาหลายครั้งแล้วจนถึงเวลานี้

และเขาจะทำแบบนั้นไปได้อีกหลายปีทีเดียว

เขามักจะทำให้คนเป็นบ้ากัน คุณจะได้ยินพวกเด็กๆ ร้อง ว้าว! นายทำแบบนั้นไปได้ยังไง? อยู่เสมอๆ” นอร์แมน ชายผู้ทำงานอยู่แถวๆ บ้านของซานโชในวัยเด็ก เล่าให้ฟัง

“เขาทำแบบนั้นมาตลอด ตั้งแต่เขายังเด็กๆ เขาทำแบบนั้นกับพวกเด็กโตด้วย ผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น ถ้าเขาโดนปะทะ เขาก็แค่ลุกขึ้นยืนและเล่นต่อไป เขาเล่นกับพวกผู้ใหญ่ เขาฝีเท้าดีขนาดนั้นเลยละ ใครๆ ก็อยากอยู่ทีมเดียวกับเขา”

ซานโชไม่เคยมองว่าอายุเป็นอุปสรรคเลย เขามาเล่นที่สนามแถวบ้านตั้งแต่ตอนอายุ 6 ขวบ และกลายเป็นดาวเด่นอย่างรวดเร็ว ปีเตอร์ เลอันเดร ซึ่งทำงานกับนอร์แมน เป็นหนึ่งในเหยื่อของเจ้าหนูซานโชในเวลานั้น “เขามีความสามารถ ผมบอกได้เลยตอนที่เห็นเขาโชว์ฝีเท้าของเขา เขาพยายามจะลอดขาผมและผู้เล่นคนอื่นๆ

“มันจะมีบางเวลาที่เราเล่นฟุตบอลกับเขา และเขาก็ทำในสิ่งที่ทำให้ผมคิดว่า ‘มันก็เกินไปหน่อยนะ ทำไมนายต้องทำแบบนั้นกับฉันด้วย’ ผมเคยเล่นฟุตบอลนะ ผมเคยเล่นให้ลูตันด้วย ผมเล่นฟุตบอลเป็น แต่สิ่งที่เขาทำกับผม มันเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน มันเหมือนกับว่าเขามีหนังยางติดอยู่ที่เท้า มันสุดยอดมากเลย เด็กคนนี้เป็นเด็กที่พิเศษ”

นอกเหนือจากเวลางานซึ่งคอยดูแลพวกเด็กๆ นอร์แมนเป็นโค้ชฟุตบอล เมื่อถึงเวลาแข่งทัวร์นาเมนต์เยาวชน เขาก็ดึงซานโชไปเล่นด้วย แต่เขายังมีอาวุธลับอยู่อีกคน

“เพื่อนของเขาคือ รีสส์ เนลสัน ที่อยู่กับฮอฟเฟนไฮม์ เคยมีคนบอกผมว่าให้พาทั้งคู่ไปด้วยกัน ตอนที่พวกเขามีอายุเหมาะสม ตอนสัก 8 ขวบ มันคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยมีมาเลย

“ตอนที่พวกเขาอายุสัก 10 หรือ 11 ปี พวกเขาลงแข่งใน Suffolk Youth Games มีอยู่ 32 เขตได้มั้ง และพวกเขาก็เป็นทีมที่ชนะ พวกเขายิงรวมกันได้ 24 ประตู จากประมาณ 10 นัดได้

“และเมื่อมาถึง the London Youth Games ที่คริสตัล พาเลซ เมื่อปี 2011 ทุกคนก็รู้จักกันหมดแล้วว่า จาดอนกับรีสส์คือใคร เราไม่แพ้เลยสักเกม และในนัดชิงชนะเลิศ เราก็ชนะไป 2-0”

เมื่อถึงจุดนี้ ซานโชก็ได้รับการจับตามองจากวัตฟอร์ด เขาได้รับการฝึกสอนจากโค้ชอาชีพ และเขาต้องอยู่ห่างจากครอบครัวเพื่อไปที่ แฮร์ฟิลด์ อคาเดมี โรงเรียนฟุตบอลที่อยู่ห่างจากบ้านเกิดของเขาไป 30 ไมล์

“เขามีฝีเท้าเกินวัยของเขาไปสักหน่อยในเวลานั้น พอเขาอายุ 7 หรือ 8 ขวบ และไปอยู่กับวัตฟอร์ด เขาเลยพัฒนาฝีเท้าขึ้นไปอีกมากทีเดียว”

เขาฝึกซ้อมอยู่กับแตนอาละวาดอยู่หลายปี ก่อนจะเซ็นสัญญาเยาวชนฉบับแรก เดฟ กอดลีย์ โค้ชเยาวชนของสโมสร กังวลมากว่าดาวรุ่งรายนี้จะถูกอาร์เซนอลหรือเชลซีดึงตัวไป เลยลงทุนขับรถมารับจาดอนและครอบครัวจากสถานีรถไฟ เพื่อมาส่งที่สนามซ้อมด้วยตัวเอง

“ความประทับใจแรกของผมคือ เขามีเทคนิคดีกว่าเด็กคนอื่นๆ แต่ไม่มีประสบการณ์ในการเล่นฟุตบอลระดับท้องถิ่น เขาไม่ได้เล่นเพื่อทีม เพราะเขาชินกับการเล่นฟุตบอลตามท้องถนน ฟุตบอลแบบที่ไม่มีระบบ” กอดลีย์กล่าวกับ Goal

“เขามีพรสวรรค์ และความมั่นใจ แต่เขาก็ฝึกซ้อมหนักมากทีเดียว เขาอยู่กับลูกฟุตบอลตลอดเวลา สำหรับผม ดูเหมือนว่าเขาเล่นฟุตบอลอยู่ตลอดเวลา นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงได้เทคนิคดีนัก”

หลังจากนั้นไม่นานนัก เดฟและเพื่อนร่วมงานของเขาก็ต้องตกเป็นเหยื่อเทคนิคของซานโชเช่นกัน “ในหลายๆ ครั้ง เขาทำในสิ่งที่เด็กคนอื่นๆ ทำไม่ได้ เพื่อนร่วมงานของผมเคยเล่นเป็นโกลตอนซ้อมอยู่ครั้งหนึ่ง เขาแค่เข้าไปเป็นโกลเพื่อให้ครบคนเท่านั้น เราเล่นฟุตบอลแบบ 5 คน ซึ่งโกลในตอนนั้นมันเตี้ยกว่าไหล่ของผู้ใหญ่เสียอีก แต่เขาก็งัดบอลข้ามหัวเดนนิสไปเข้าประตูทางเสาไกลได้”

ซานโชอาจจะอยากเป็นอย่างโรนัลดินโญ ที่ทำให้หลายคนร้องว้าวในระหว่างที่ระเบิดฟอร์มสุดยอดให้บาร์เซโลนา แต่กอดลีย์ก็มีตำนานในแบบของเขาเอง

“ผมไม่ได้คิดว่ามันคือพรสวรรค์ตามธรรมชาติ” กอดลีย์กล่าวเสริม “ถ้าคุณไปดูคนอย่างดิเอโก มาราโดนา ใครๆ ก็บอกว่า เขาเกิดมาเพื่อเป็นนักฟุตบอล แต่มันก็มีสารคดีมากมายเกี่ยวกับเขา ที่แสดงให้เห็นว่าเขาเล่นฟุตบอลอย่างสม่ำเสมอ เขาอยู่กับบอลแทบจะตลอดเวลา เหมือนอย่างจาดอน

“ด้วยสภาพร่างกาย และจิตใจ เขาอาจจะเกิดมาพร้อมคุณสมบัติที่จะช่วยเขาได้ แต่การที่เขาพยายามเลี้ยงบอลเข้าหานักเตะคนอื่นๆ ในระหว่างซ้อม หรือบนถนน การที่เขาพยายามลอดขาคนอื่นๆ การที่เขาพยายามโยกหลอกคนอื่นๆ ในที่สุดแล้ว เขาก็ค้นพบว่าวิธีไหนได้ผล มื่อเขานำมันมาประกอบกับเรื่องตำแหน่งหรือเรื่องอื่นๆ ที่เขาถูกสอนมา เขาก็พัฒนามันขึ้นไปได้เรื่อยๆ”

การเรียนรู้เรื่องฟุตบอลของซานโชไม่ได้จำกัดเพียงแค่ในทีมเยาวชนของวัตฟอร์ดเท่านั้น เขายังเล่นในทัวร์นาเมนต์ระดับเยาวชนให้นอร์แมนในวันเสาร์อาทิตย์อีกด้วย และในเวลาที่ไม่มีอะไรทำ เขาก็มักจะกลับไปเล่นที่สนามเด็กเล่น หรือตามท้องถนน

“ผมคิดว่าผมเป็นนักสตรีทฟุตบอลนะ ทุกอย่างเริ่มต้นตรงนั้น จากท้องถนน” ซานโชกล่าว

“ผมเล่นบอลกับเพื่อนๆ ผมเยอะมาก ตอนที่ผมอยู่ที่ลอนดอน ที่นั่นเราได้ฝึกฝนทักษะของเรา เราเล่น 5 ต่อ 5 กันบนถนน และนั่นคือที่ที่เราฝึกกันประจำ”

ไรอัน บรูว์สเตอร์ ก็รู้เรื่องทั้งหมดนี้ดี กองหน้าลิเวอร์พูลซึ่งเกิดที่ลอนดอน เป็นหนึ่งในเพื่อนที่แสนดีของจาดอนในช่วงหลายปีหลัง และเขาก็เชื่อว่าสตรีทฟุตบอลมีอิทธิพลต่อเขามากเช่นกัน

“ถ้าคุณมาจากพื้นที่แถบๆ นั้น มันจะมีฟุตบอลในกรงอยู่หลายที่เลยล่ะ” บรูว์สเตอร์กล่าวกับ Goal “มันเป็นการเล่นกับเพื่อนๆ มันทำให้ผมคิดถึงเกม FIFA Street ที่คุณเล่นชิ่งกำแพงได้ พัฒนาทักษะของคุณได้ หรืออะไรทำนองนั้น

“สำหรับผม มันช่วยได้มากทีเดียวเวลาต้องลงเล่นในเกมจริงๆ คุณต้องมีไหวพริบและจินตนาการ และไม่ต้องไปสนใจอะไรเวลาจะโชว์ทริคหรือทักษะของคุณ เมื่อเติบโตขึ้นมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมแบบนั้น มันจะทำให้คุณกล้าที่จะพัฒนาทักษะและเทคนิคของคุณ”

นอกจากทักษะของซานโชจะเป็นเรื่องที่ไม่มีใครกังขาแล้ว เขายังมีสภาพจิตใจที่โดดเด่นทีเดียว สำหรับใครก็ตามที่เคยลงเล่นกับเขา

“ผมเคยเล่นกับเขา และผมรู้ดีเลยว่าเขามีศักยภาพแค่ไหน ตอนที่ผมเห็นเขายิงประตู และเล่นได้ดี มันไม่ทำให้ผมประหลาดใจเลย” บรูว์สเตอร์เสริม “เขาต้องแสดงให้เห็นถึงฝีเท้าที่มากกว่านี้อีกมาก ถึงจะทำให้ผมช็อคได้ พูดจริงๆ นะ”

มีคุณสมบัติสองอย่างที่ผสมผสานเข้าด้วยกัน และทำให้เขาเป็นนักเตะที่โดดเด่นจนหาตัวจับยาก นั่นคือความมั่นใจในความสามารถของตัวเองอย่างล้นเหลือ และความไม่กลัวใคร

“ความคิดของเขาก็คือ เขาแค่อยากจะเป็นคนที่เก่งที่สุด” กอดลีย์กล่าวเสริม “เก่งที่สุดแบบที่เขาอยากจะเป็นก็คือมีทักษะมากที่สุด เขาอยากจะทำประตูให้ได้มากที่สุด เขาอยากจะเป็นนักเตะที่ดีที่สุด

“แต่คนมักจะพูดกันถึงเรื่องความแข็งแกร่งด้านจิตใจเฉพาะแต่เรื่องความกล้า, ความทรหด หรืออะไรทำนองนั้น แต่อย่างจาดอนคือเขาไม่มีความกลัวที่จะผิดพลาดเลย เขาก็แค่ไม่กลัวที่จะผิดพลาดจริงๆ

“จากประสบการณ์ของผมตอนที่เราเล่นกับเชลซีและอาร์เซนอล พวกเด็กๆ หลายคนจะมองออกไปที่หน้าต่าง และพูดว่า ‘โอ พระเจ้า เชลซีมาที่นี่แล้ว’ แล้วเราก็ต้องบอกพวกเด็กๆ ว่า ‘มันก็แค่เด็ก 5 คน เจอกับเด็ก 5 คน พวกเขาก็แค่ใส่ชุดสีน้ำเงิน ส่วนพวกนายก็ใส่ชุดสีเหลือง แค่นั้นแหละ

“แต่จาดอนจะมองออกไปนอกหน้าต่าง และคิดอะไรประมาณว่า พวกนายเจอดีแน่ พวกนายต้องมาเจอฉันในวันนี้ เขามีความมั่นใจมาก นั่นคือความแตกต่าง มันอยู่ในหัวของเขา”

ซานโชเล่าเรื่องนี้ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เขายังเป็นเด็ก “ผมคิดว่ามันมาจากภายในนะ ผมคิดว่ามันอาจจะเป็นเพราะว่า ตอนที่ผมยังเด็กๆ ผมเล่นกับพวกเด็กที่อายุมากกว่าเป็นประจำ และยิ่งผมเล่นกับพวกเขามากขึ้นเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเท่านั้น

“ผมก็แค่รู้สึกว่า ถ้าผมทำงานหนักกว่าคนอื่นๆ ผมก็จะยิ่งโดดเด่นมากขึ้นเท่านั้น”

“ถ้าเขามีอะไรอยากจะพูด เขาก็จะพูดออกมาเลย” นอร์แมนกล่าวถึงเรื่องความมั่นใจของซานโช “เขาฟังผมนะ แต่ถ้าเป็นคนอื่นมาพูดกับเขา เขาก็ไม่ฟังหรอก ถ้าเขาไม่ชอบอะไร เขาจะแสดงออกให้คุณรู้ทันที”

“ตอนที่เขาอยู่ทีมอายุต่ำกว่า 9 ปี เขาอาจจะครองบอลมากไปหน่อย และพยายามจะเล่นให้ซับซ้อนเกินไป แต่พออายุ 10 ขวบ 11 ขวบ เขาก็ส่งบอลให้คนอื่นๆ มากขึ้น และตัดสินใจได้ดีขึ้น” กอดลีย์กล่าว

หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ถูกจับตามอง ทำให้กอดลีย์ต้องพยายามให้ซานโชไปเล่นในทีมชุดที่อายุมากขึ้น หรือให้เขาเล่นผิดตำแหน่ง เพื่อที่เขาจะได้ไม่โดดเด่นจนเกินไป เวลาที่เล่นกับบรรดาสโมสรยักใหญ่ในอังกฤษ

“เอเยนต์เริ่มเข้ามาคุยกับเขา เขาเล่นได้ดี หลายสโมสรเริ่มให้ความสนใจในตัวเขา ผมยังจำได้เลยว่าเขาเริ่มจะได้รองเท้าฟุตบอลส่งมาที่สโมสร มีหลายคนพยายามที่จะส่งของมาให้เขา เพื่อให้เขาสนใจ และเริ่มติดต่อกับเขา”

แต่ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ห้ามไม่ให้เขาโดดเด่นขึ้นมาไม่ได้เลย

“ในเกม เขาทำได้แทบจะทุกอย่าง” กอดลีย์กล่าว “เขาจ่ายลูกสวยๆ ได้หลายครั้ง เขาพยายามยกบอลข้ามหัวผู้รักษาประตู เขาพยายามจะยิงไกล เขาพยายามจะเล่นลูกเล่นมากมาย

“มันก็เลยเหมือนกับว่าทุกเกมจะมีเรื่องราวของมัน มีครบทุกบททุกตอนเท่าที่คุณจะจินตนาการถึง เขามีทั้งส่วนที่แสดงให้เห็นถึงทักษะ มีทั้งส่วนที่เป็นการเลี้ยงบอล และเขาก็ยังมีส่วนที่เขาพยายามยิงประตูให้ได้เยอะๆ อีกด้วย

“ช่วงที่เขากำลังจะย้ายไปอยู่แมนฯ ซิตี้ มันเหมือนกับว่าเขาฟอร์มเข้าฝักในทุกๆ สัปดาห์เลย ผมยังจำได้เลยว่ามีคลิปวิดีโอที่เขาลงเล่นพบอาร์เซนอล และมันเหมือนเป็นหนังตลกเลย เขาหลอกคู่แข่งจนหัวหมุน เขาฉีกกองหลังเป็นชิ้นๆ ทุกครั้งที่ได้บอล เขาเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง หรือแกล้งทำเป็นจะยิง แล้วทุกคนก็ล้มลงไปกองกับพื้น”

ซานโช อายุเพียง 14 ปี ตอนที่เขาย้ายขึ้นเหนือไปอยู่แมนเชสเตอร์ และกลับกลายเป็นว่าค่าตัว 66,000 ปอนด์ของเขา คือการซื้อตัวสุดคุ้มสำหรับแมนฯ ซิตี้

ช่วงเวลาที่ซานโชไปอยู่กับทีมเรือใบสีฟ้าคือช่วงเวลาสำคัญสำหรับการพัฒนาเรื่องฝีเท้าของเขา เป็นอีกครั้งที่ทักษะของนักเตะรายนี้สร้างความประทับใจให้ทุกคนที่เขาเจอ และทีมงานโค้ชก็ได้มีการยืนยัน โดยไม่ให้บันทึกเสียงว่า ซานโชทำงานหนักเสมอในระหว่างฝึกซ้อม เหมือนเช่นที่เขาทำที่วัตฟอร์ด

จริงอยู่ว่า มันคือช่วงที่ซานโชกำลังเติบโตขึ้นเป็นวัยรุ่น และอาจจะมีปัญหาอยู่บ้างทั้งที่โรงเรียนและในสนามซ้อม แต่เขาก็ยังเป็นนักเตะที่ใส่ใจกับการฝึกซ้อมมากกว่าเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ขณะที่หลายๆ คนเช่าอพาร์ทเมนต์กลางเมืองเพื่อจัดปาร์ตี้ในช่วงวันหยุด ซานโชกลับเลือกที่จะเดินทางกลับไปยังลอนดอน และใช้เวลาอยู่กับรีสส์ เนลสัน

เช่นเดียวกับ ฟิล โฟเดน เพื่อนสนิทของเขาอีกคนที่ไม่ได้ร่วมวงปาร์ตี้พวกนั้นเช่นกัน และนี่อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทั้งคู่คืออนาคตที่สดใสของเอติฮัด สเตเดียม

ส่วนเหตุผลที่เหลือก็คือคุณภาพในฝีเท้าของทั้งคู่ แม้กระทั่งสโมสรอย่างซิตี้ก็ยังประหลาดใจกับพรสวรรค์ของซานโชตั้งแต่ในช่วงไม่กี่เดือนแรกที่เขามาอยู่กับสโมสร หลังจากที่เซ็นสัญญากันไป 1 ปี เป๊ป กวาร์ดิโอลา ก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ ไม่นาน ซานโชก็ถูกเรียกไปฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่ และถึงแม้จะมีดาวรุ่งซิตี้หลายคนที่ถูกเรียกตัวขึ้นไป แต่ก็มีแค่ไม่กี่คนที่ทำให้เป๊ปประทับใจได้เหมือนอย่างที่ซานโชทำ

ในระหว่างซ้อมนั่นเองที่เขาโชว์ฝีเท้าได้ทัดเทียมกับราฮีม สเตอร์ลิง อันที่จริงแล้ว เขาเคยทำให้สเตอร์ลิงเป็นเหยื่ออีกรายที่โดนลูกเล่นของเขาหลอกล่อด้วยซ้ำ

กอดลีย์อธิบายถึงวิธีการเลี้ยงบอลของซานโชเอาไว้ว่า “เขาดูเหมือนจะพัฒนาวิธีการบังบอลที่เป็นธรรมชาติของตัวเอง ซึ่งเป็นทักษะที่เรียนรู้ได้ยากมาก พอเขาได้บอล เขาใช้ตัวบังบอลได้ทุกตำแหน่ง พอคุณคิดว่าคุณจะแย่งบอลได้แล้ว เขาก็จะหมุนตัวหนีคุณไป”

“เขารู้ว่าจะพลิกตัวหลบได้อย่างไร เขาก็ไม่ได้ใช้ทักษะยากๆ อะไรนะ เขาก็แค่โยกหลอกในแบบของเขา เพื่อให้คุณเข้าใจว่าเขาจะไปทางหนึ่ง แล้วเขาก็แค่แตะหลอกไปอีกทางหนึ่ง คุณก็เสร็จเขาแล้ว”

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับสเตอร์ลิงครั้งหนึ่ง ในระหว่างฝึกซ้อม แต่สเตอร์ลิงก็ไม่ได้เก็บมาเป็นเรื่องส่วนตัวแต่อย่างใด

“ผมไม่ได้คิดว่าเขาตั้งใจทำให้เป็นแบบนั้น เขาก็แค่อยากจะแสดงความสามารถของตัวเองออกมา” สเตอร์ลิงกล่าวกับ Goal “ในที่สุดแล้ว มันอาจจะทำให้คนต้องอับอาย แต่เขาก็ไม่ได้พยายามจะโชว์อะไร มันก็แค่เป็นส่วนหนึ่งในฟุตบอลของเขา ซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจทีเดียวที่ได้ดู

“เขามั่นใจมากเวลาครองบอล เขาอยากจะแสดงให้เห็นความสามารถของเขาเวลาได้ครองบอล เขามีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมและทำงานหนักมาก”

ทั้งสองคนสนิทกันมากในช่วงที่อยู่กับซิตี้ ถึงขนาดที่ซานโชเคยยกย่องให้อดีตเพื่อนร่วมทีมรายนี้เป็นหนึ่งในคนที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อชีวิตของเขา “มาร์โก รอยส์ และราฮีม สเตอร์ลิง เป็นคนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในชีวิตของผม” ซานโชกล่าว

“ในกรณีของรอยส์ เขาช่วยให้ผมเติบโตขึ้นในฐานะนักเตะ เขาบอกได้ว่าผมเล่นอยู่ในเกมของตัวเองรึเปล่า เวลาอยู่นอกสนามก็เช่นกัน เราสนุกด้วยกันบ่อยครั้ง เราคุยกันเยอะมาก ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยครั้ง นั่นเป็นเรื่องดีสำหรับความสัมพันธ์ของเรา ทั้งในและนอกสนาม

“สำหรับ สเตอร์ลิง เขามาจากลอนดอนเหมือนกัน และเขาก็มาไกลมากทั้งที่ยังอายุน้อยอยู่ ผมเลยรู้สึกว่าผมมีความผูกพันกับเขา เพราะเรามาจากลอนดอนเหมือนกัน เรามาจากท้องถนนเหมือนกัน ผมกับเขามีหลายอย่างที่คล้ายคลึงกันมาก”

ในขณะที่สเตอร์ลิงยืนยันว่าซานโชไม่จำเป็นต้องได้รับคำแนะนำอะไรมากนัก เขาก็ยังมีคำแนะนำบางอย่างที่จะส่งต่อถึงซานโช ถึงเรื่องที่เขาสมควรจะทำตอนที่อยู่ในวัยเดียวกัน

“ผมเคยบอกเขาไปแล้วว่า อย่าทำแบบเดียวกับที่ผมทำในตอนนั้น” สเตอร์ลิงกล่าว

“ผมบอกเขาไปว่าให้รู้ตัวให้เร็วกว่านี้ ผมรู้ตัวช้าเกินไป ผมมารู้ตัวตอนอายุ 20 หรือ 21 ว่าอะไรบ้างที่ผมควรต้องทำเวลาอยู่นอกสนาม ผมเลยพยายามจะแนะนำเขาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

ทั้งสองคนน่าจะยังเป็นเพื่อนร่วมทีมแมนฯ ซิตี้กันอยู่จนถึงตอนนี้ หากไม่มีปัญหาเรื่องสัญญาเข้ามาเกี่ยวข้อง ซานโชได้รับข้อเสนอ 35,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ทว่าเขาไม่ตกลง ทำให้เป๊ป กวาร์ดิโอลา ตัดสินใจที่จะไม่นำเขาไปเล่นในช่วงปรีซีซันที่สหรัฐอเมริกา

สถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ เมื่อซิตี้วางแผนที่จะปลอบใจเขาด้วยการเลื่อนขึ้นไปอยู่ในทีมชุดใหญ่ เหมือนเช่น ฟิล โฟเดน ทว่าซานโชกลับไม่เห็นด้วย เขาเลิกที่จะไปสนามซ้อม ทำให้ซิตี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปล่อยตัวเขาออกจากทีม

เรื่องดังกล่าวไปเข้าหูโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สโมสรในบุนเดสลีกาที่กำลังมองนักเตะในตลาดใหม่ๆ ด้วยการตามหาแข้งพรสวรรค์ชาวอังกฤษที่อาจไม่ได้รับโอกาสลงสนามมากนัก และพวกเขาก็รีบคว้าโอกาสในการเซ็นสัญญากับซานโชทันที

โอกาสที่ว่านี้ ไม่ใช่แค่การย้ายไปเล่นในประเทศใหม่ๆ แต่ยังหมายถึงการได้สวมเสื้อหมายเลข 7 ในทีมเสือเหลืองอีกด้วย

“เขาเป็นคนที่สุขุมมาก และยังมีความเป็นผู้นำอีกด้วย” บรูว์สเตอร์กล่าว “การที่เขาได้ทุกอย่างที่เขามีในตอนนี้ และได้มันมาอย่างรวดเร็ว เขาปรับตัวเข้ากับมันได้อยู่แล้ว และไม่หวั่นไหวไปกับมันมากนักหรอก เชื่อผมเถอะ!”

ความสำเร็จของซานโชตามมาอย่างรวดเร็วและไม่มีหยุดหย่อน เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 17 ปี ที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อปี 2017 (แม้จะถูกเรียกตัวกลับดอร์ทมุนด์หลังจบรอบแบ่งกลุ่ม) เขาได้ลงเล่นในบุนเดสลีกาเป็นตัวจริงนัดแรกด้วยวัย 17 ปี และในฤดูกาลนี้ ด้วยวัย 18 ปี เขากลายเป็นผู้เล่นตัวหลักที่ทีมขาดไม่ได้ไปเสียแล้ว

ในเวลานี้ เขาเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกาที่ทำได้ถึง 9 ประตู และไม่มีสัปดาห์ไหนเลยที่ไม่มีคลิปวิดีโอลีลาของเขาโพสต์ลงทางทวิตเตอร์ ดูเหมือนว่าเขาจะทำให้คนร้องว้าว อย่างที่เขาต้องการมาตลอดได้สำเร็จ

เหนือยิ่งไปกว่านั้นคือการถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษ และเมื่อถูกเปลี่ยนตัวลงไปแทนสเตอร์ลิงในเกมพบโครเอเชียเมื่อเดือนตุลาคม เขาก็กลายเป็นนักเตะคนแรกที่เกิดในยุคมิลเลนเนียมที่ได้ลงเล่นให้ทัพสิงโตคำราม

เหมือนอย่างที่ บรูว์สเตอร์บอก ซานโชไม่ได้หวั่นไหวไปกับความสำเร็จที่ได้มา เขายังคงเป็นคนที่รักความสนุก แต่เป็นคนเงียบๆ ในห้องแต่งตัวอยู่เสมอ “ผมรู้สึกว่า ผมยังชิลๆ อยู่นะ” ซานโชกล่าว

“เขาเป็นคนตลก แต่เขาก็เป็นคนเงียบๆ ในบางครั้งบางคราว” รอยส์กล่าวกับ Goal “เขาไม่ใช่คนที่เสียงดังในห้องแต่งตัว ทุกคนเข้ากับเขาได้ดี เขาปรับตัวได้ดีมาก และเป็นสมาชิกในทีมของเราเต็มตัว”

ขณะที่สเตอร์ลิงเองก็ตื่นเต้นกับโอกาสที่จะได้กลับมาพบกับเขาอีกครั้ง “ตอนที่เราอยู่ในทีมชาติอังกฤษ ผมอยู่กับเขาตลอด เล่นมุกและหัวเราะไปกับเขาเสมอๆ”

แน่นอนว่าในระหว่างนั้นก็ต้องมีการพูดคุยกันแบบจริงจังอยู่ด้วย กลายเป็นว่าซานโชได้รับประโยชน์จากประสบการณ์ของสเตอร์ลิง และยกย่องให้เขาเป็นต้นแบบคนหนึ่ง

“ตอนที่ผมอยู่กับทีมชาติอังกฤษ เขาคุยกับผมบ่อยมาก เขาบอกผมว่าผมต้องทำอะไรบ้าง” ซานโชเสริม “เพื่อป้องกันบางอย่างที่มันไม่ได้เหมาะสมกับผม เขาช่วยผมได้เยอะมาก”

และในตอนนี้ซานโชก็กลายเป็นต้นแบบสำหรับบางคนไปเสียแล้ว

“จาดอนคือต้นแบบของนักเตะดาวรุ่งในตอนนี้” ปีเตอร์ เลอันเดร กล่าว “ผมรู้ว่าเขาอายุแค่ 18 ปี แต่เขาก็กลายเป็นต้นแบบไปเสียแล้ว เพราะถ้าคุณไปแถวๆ ลอนดอนใต้ จะได้ยินคนพูดกันถึงเรื่องของจาดอน ซานโช

“พวกเขาจะพูดกันว่า ซานโชเคยอยู่แถวๆ นี้ และถ้าเขากลับมา เขาก็ยังถ่อมตัวเสมอ เขาไม่มีรังสีของความถือตัวอยู่รอบๆ ตัวเลย เขาจะไปคุยกับคนที่เขารู้ว่าเขายังอยู่แถวๆ นั้น เพราะเขาเติบโตขึ้นมาจากที่นั่น ที่นั่นเป็นบ้านของเขา

“มันไม่ได้สำคัญว่าเขาไปอยู่ที่ไหนบนโลกในตอนนี้ แต่บ้านของเขายังคงอยู่ที่ลอนดอนใต้เสมอ”

นอกเหนือจากนั้น ซานโชก็ยังไม่ได้หลงระเริงไปกับอนาคตของเขาเลย

“ผมคิดว่าผมก็แค่ต้องทำงานหนักต่อไป และช่วยทีมของผมในทุกๆ เกมที่เราเล่น” ซานโชกล่าว “ผมคิดว่าถ้าผมยังเป็นแบบนี้ต่อไป ผมจะทำอะไรได้อีกหลายอย่าง ผมรู้สึกว่าการทำงานหนักคือกุญแจที่ทำให้ผมก้าวต่อไป

“ผมมีเป้าหมายส่วนตัวนะ เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่นพัฒนาเท้าซ้ายของผม, ยิงให้เร็วขึ้น, วิ่งตัดหลังของกองหลังให้เร็วขึ้น หรือรู้ว่าเมื่อไหร่ควรยิง เมื่อไหร่ควรส่ง ผมก็แค่ต้องทำงานอย่างหนักในเรื่องนั้น และหวังว่ามันจะช่วยให้ผมพัฒนาขึ้นในฐานะนักเตะ”

ซานโชยังยอมรับอีกด้วยว่า เขาฝันว่าจะคว้าบัลลงดอร์มาครองได้ “ผมรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นเป้าหมายของนักเตะทุกคน” และถ้าเขายังพัฒนาฝีเท้าในระดับนี้ต่อไปเรื่อยๆ การพูดถึงรางวัลนี้มันจะมาถึงไม่ช้าก็เร็ว

และเราจะได้ร้องว้าวกันจริงๆ ในตอนนั้น