NXGN ในยูโร 2020: เบลลิงแฮมกลายมาเป็นความหวังใหม่ของอังกฤษได้อย่างไร

โดย โรนัน เมอร์ฟี


หลังจากที่อังกฤษเล่นเกมนัดสุดท้ายของกลุ่ม ดี ที่สนามเวมบลีย์ พบสาธารณรัฐเช็ค ในวันที่ 22 มิถุนายน ทีมสิงโตคำรามน่าจะได้ฉลองการเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ของยูโร 2020.

พวกเขาอาจจะได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้ดื่มแอลกอฮอลก่อนเกมนัดถัดไป ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีก 7 วันหลังจากนั้น ถ้าหากพวกเขาเป็นแชมป์กลุ่ม

ยกเว้นก็แต่คนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล ซึ่งจู๊ด เบลลิงแฮม เป็นหนึ่งในนั้น

มิดฟิลด์โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยังอายุไม่ถึงวัยที่จะดื่มแอลกอฮอลได้ตามกฎหมาย เขาคือสมาชิกที่อายุน้อยที่สุดในทีมชาติอังกฤษ ที่จะยังไม่ถึง 18 ปีดี จนกระทั่งวันที่ 29 มิถุนายน

ด้วยวัย 17 ปี เบลลิงแฮม เป็นหนึ่งในคนที่อายุน้อยที่สุดในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปครั้งนี้ แต่ไม่มีใครกล่าวอ้างได้ว่า เขาไม่คู่ควรจะได้มาอยู่ที่นี่


เบลลิงแฮมเป็นนักเตะที่โตเกินกว่าวัยมาโดยตลอด

ตอนอายุ 14 ปี เขาก็ได้เล่นในทีมชุดอายุต่ำกว่า 18 ปีของเบอร์มิงแฮมไปเรียบร้อยแล้ว ตอนที่เข้าสู่ทีมชุดใหญ่ของเบอร์มิงแฮม เขายังเป็นนักเรียนที่ได้เงินแค่ 145 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เพราะเขายังอายุน้อยเกินกว่าจะเซ็นสัญญาอาชีพได้

เขาอายุเพียง 13 ปี ตอนที่เล่นในทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 15 ปีนัดแรก ด้วยการลงสนามเป็นตัวสำรอง หลังจากที่เป็นตัวสำรองในอีก 2 นัดที่เจอตุรกีในช่วงปลายปี 2016 เขากลับมาติดทีมอีกครั้งในอีก 1 ปีถัดมา คราวนี้ได้สวมปลอกแขนกัปตันทีม

นั่นคือตอนที่เขาได้รับความสนใจจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

“เขาเตะตาเราในทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 15 ปี ในช่วงปลายปี 2017 และเราก็ติดตามเขาในการแข่งขันระดับชาติอื่นๆ ในอีก 3 เดือนต่อมา” มาร์คุส ปิลาวา หัวหน้าแมวมองของดอร์ทมุนด์กล่าวทาง Goal
“แล้วเราก็ยิ่งประทับใจในตัวเขามากขึ้นไปอีก เราเห็นว่าเขาดีขึ้นทุกๆ ที แล้วหลังจากนั้น ทุกอย่างก็เป็นไปตามทางของมัน”

หลังจากที่ปิลาวาได้ยินเรื่องราวที่น่าประทับใจของเจ้าหนูเบลลิงแฮมในทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 15 ปี เขาก็ตัดสินใจไปดูดาวรุ่งรายนี้ด้วยตาของตัวเองในทีมสำรองของเบอร์มิงแฮม ซึ่งเบลลิงแฮมก็โชว์ฟอร์มได้เหนือกว่าผู้เล่นที่อายุมากกว่าเขาไปเรียบร้อยแล้ว

“คุณอาจจะไม่เชื่อ แต่ตอนที่ผมเห็นเขาตัวเป็นๆ ในเกมชุด U23 ของเบอร์มิงแฮม เขายังดูตัวเล็กๆ และมีร่างกายตามมาตรฐานอยู่เลย” ปิลาวากล่าว 
“เขาเลยไม่ได้โดดเด่นเพราะความสามารถทางด้านร่างกายของเขา แต่เขาก็ได้เป็นกัปตัน และมีความรับผิดชอบในสนาม เหมือนตอนที่เขาอยู่กับเราที่นี่เรียบร้อยแล้ว เขามีความรับผิดชอบ มีเสน่ห์และบุคลิกที่เป็นผู้นำ
“เขารู้ว่าจะเดินเกมในแดนกลางอย่างไร และขยันมาก เขาลงมารับบอลในฐานะผู้เล่นหมายเลข 6 และพาบอลไปข้างหน้าได้แบบผู้เล่นหมายเลข 8 แล้วเขาก็ยังอยากจะขยับเข้าไปเป็นคนทำประตูในกรอบเขตโทษได้อีก มันมีที่มาว่าทำไมเขาได้ถึงเสื้อหมายเลข 22 เพราะมันคือตำแหน่งหมายเลข 4, 8 และ 10 บวกกัน ผู้เล่นหมายเลข 4 ในอังกฤษ ก็คือหมายเลข 6 ที่เยอรมันนี่
“มันหมายความว่าเขาอยากจะมีส่วนร่วมในทุกๆ อย่างในแดนกลาง และนั่นก็ตรงกับสิ่งที่เราเห็นในตัวเขา และประทับใจในตัวเขามากๆ เขาครองเกมแดนกลางได้ด้วยความนิ่งเวลาครองบอล และได้สัมผัสบอลเยอะมาก เขาเป็นคนคุมเกม 
“หลังจากนั้น เขาก็เริ่มเสริมสร้างกล้ามเนื้อมากขึ้น ทำให้มีมิติทางด้านร่างกายและพละกำลังเพิ่มเข้ามา”

ดอร์ทมุนด์พยายามอย่างเต็มที่ที่จะเซ็นสัญญาเบลลิงแฮมตั้งแต่ตอนอายุ 16 ปี ก่อนที่เขาจะได้ประเดิมสนามกับเบอร์มิงแฮมเสียด้วยซ้ำ แต่เขาตอบปฏิเสธไป เพื่อที่จะได้ลงเล่นให้สโมสรในวัยเด็กเสียก่อนที่จะย้ายทีม

ในช่วงนั้น บาร์เซโลนา, บาเยิร์น มิวนิค และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่างก็เข้ามาทาบทาม แต่เบลลิงแฮมไม่ได้หวั่นไหวไปกับข้อเสนอใดๆ ทั้งสิ้น

เขาพยายามคว้าโอกาสให้ตัวเองในถิ่นเซนต์ แอนดรูวส์ และในที่สุดก็ได้เป็นตัวจริงในเกมคาราบาวคัพที่พบพอร์ทสมัธในเดือนสิงหาคม 2019 เขากลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่ได้ลงสนามให้เบอร์มิงแฮม ด้วยวัยเพียง 16 ปี 38 วัน ก่อนที่อีกเดือนต่อมา เขาจะทำลายสถิติเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูให้สโมสร ไปพร้อมๆ กับการเริ่มยึดตำแหน่งตัวจริงในทีม

“ตอนที่เขาเริ่มเล่นให้ทีมชุดใหญ่ เขาเข้ากับทุกคนได้ดี เพราะพวกนักเตะก็จะยอมรับนักเตะที่เก่งอยู่แล้ว” ไมค์ ด็อดด์ส หัวหน้าฝ่ายพัฒนานักเตะอาชีพของเบอร์มิงแฮมกล่าวกับ Goal
“ถ้าคุณเข้าไปอยู่ในทีมชุดใหญ่ และคุณเป็นนักเตะที่ดี ก็จะได้รับการยอมรับ ผมคิดว่าทันทีที่เขาได้รับโอกาสเข้าไปเล่นในทีมชุดใหญ่ พวกนักเตะต่างก็คิดว่า เจ้าหนูคนนี้มีดี ทำให้เขาเข้ากับทีมได้เป็นอย่างดี
“พอพวกเขาเห็นว่าพวกเขาเชื่อใจเขาได้ พวกเขาก็จะลืมอายุของเขาไปเลย เขาจะกลายเป็นแค่นักเตะอีกคน ถ้าคุณเป็นนักเตะที่ดีและเชื่อใจได้ อายุมันก็ไม่เกี่ยวแล้ว”

ในช่วงกลางฤดูกาล 2019-20 เบลลิงแฮมก็ถูกสโมสรใหญ่ตามล่าอีกครั้ง เบอร์มิงแฮมถึงขั้นปฏิเสธข้อเสนอ 20 ล้านปอนด์จากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในวันสุดท้ายของตลาดนักเตะ เขาอยู่กับทีมไปจนจบฤดูกาล ได้นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของอีเอฟแอล แต่เบอร์มิงแฮมก็รู้ดีว่าพวกเขาไม่อาจรั้งตัวดาวรุ่งแห่งยุโรปรายนี้ได้อีกต่อไปแล้ว

อาร์เซนอลเข้ามาร่วมวงล่านักเตะรายนี้ด้วย ขณะที่ทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และดอร์ทมุนด์ ต่างก็ยังไม่รามือจากเบลลิงแฮม เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ถึงขั้นพาเบลลิงแฮมทัวร์สนามซ้อมคาร์ริงตันด้วยตัวเอง แต่ก็ยังไม่พอที่จะจูงใจให้เขาเลือกปีศาจแดงแทนที่จะเป็นเสือเหลือง

“สถิติว่าดอร์ทมุนด์ให้โอกาสนักเตะดาวรุ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่มีสโมสรไหนในยุโรปเทียบได้” เบลลิงแฮมยอมรับถึงเหตุผลที่เขาเลือกย้ายมาเล่นในเยอรมัน 
“เมื่อชั่งน้ำหนักกับทุกๆ อย่าง และเทียบกับคนที่เราได้เจอที่นั่น ทั้งสนาม ทั้งแฟนบอล มันทำให้ผมตกหลุมรักสโมสรในทันที”

สิ่งที่ทำให้ดอร์ทมุนด์ดูน่าสนใจส่วนหนึ่งมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า พวกเขาให้ความสนใจในตัวเบลลิงแฮมมาตั้งแต่ก่อนที่เขาจะกลายเป็นผู้เล่นในทีมชุดใหญ่ของเบอร์มิงแฮมเสียอีก

“เราเป็นกลุ่มแรกๆ ที่สนใจเขา และอยากได้ตัวเขามาตั้งแต่ตอนที่เขาอายุ 16 ปี ซึ่งเขายังเป็นนักเตะที่ตัวผอมเก้งก้างอยู่เลย” ปิลาวากล่าว
“เราเชื่อในตัวเขาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ไม่ใช่ตอนที่เขามาเล่นในแชมเปี้ยนชิพ ผมคิดว่าเขาประทับใจที่เราไม่ได้โดดไปร่วมวงในตอนท้าย ตอนที่ใครๆ ก็รู้ถึงพรสวรรค์ของเขาแล้ว 
“เราสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวของเขา กับผู้จัดการของเขา และตัวเขา เราให้เขาได้เห็นแผนที่ชัดเจน ได้เห็นจุดแข้งและจุดอ่อนในตัวเขา ได้เห็นว่าเรามองเขาอย่างไร และเขาจะเข้ามาอยู่ในแผงมิดฟิลด์ของเราได้อย่างไร 

มีนักเตะดาวรุ่งมากมายที่ดอร์ทมุนด์เซ็นเข้ามา และต้องใช้เวลาสักพักก่อนจะได้ติดทีมชุดใหญ่ แต่หลังจากที่หยุดไปในช่วงหน้าร้อน และทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในช่วงปรีซีซัน เบลลิงแฮมก็ได้เป็นตัวจริงในเกมเปิดสนามของฤดูกาล 2020-21 ในทันที

หลังจากลงเล่นไปเพียงครึ่งชั่วโมง เขาก็กลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูให้โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในเกมเดเอฟเบ โพคาล ที่ชนะดุยส์บวร์กไป 5-0 เขาได้เป็นตัวจริงต่อเนื่องในเกมเปิดสนามบุนเดสลีกา และไม่หันหลังกลับมาอีกเลยนับตั้งแต่นั้น

เบลลิงแฮมได้เป็นดาวรุ่งยอดเยี่ยมบุนเดสลีกาประจำเดือนกันยายน ได้ลงสนามรวมทุกรายการ 45 นัดกับยักษ์ใหญ่แห่งเยอรมัน รวมถึง 10 นัดในแชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งเขาทำลายสถิติของฟิล โฟเดน ด้วยการเป็นนักเตะชาวอังกฤษที่อายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นในรายการนี้

ดอร์ทมุนด์ก็คาดหวังไว้อยู่แล้วว่าเขาจะสร้างผลงานได้ แต่ไม่คิดว่าอะไรๆ มันจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้

“เรามั่นใจว่าเขาจะได้โอกาสลงสนามมากพอในปีแรก แต่ผมยอมรับว่าเราไม่รู้ว่าเขาจะรับมือกับสถานการณ์ของเขาได้อย่างมั่นใจขนาดนี้” ปิลาวากล่าว
 “มันมีปัญหาเรื่องโควิด-19 ที่ป่วนฤดูกาลของแชมเปี้ยนชิพไปจนถึงปลายเดือนกรกฎาคม แถมยังต้องเจอความเครียดในเรื่องจิตใจกับการหนีตกชั้นของเบอร์มิงแฮมอีก เขาได้พักแค่ 7 วัน แล้วต้องมาอยู่กับเราโดยที่ไม่ได้พักร้อนเลย แถมยังเจอแรงกดดันจากค่าตัวมหาศาล 
 “ดังนั้น มันก็อาจจะมีปัญหาได้ในช่วงต้นฤดูกาล แต่เขาทำให้เราประหลายใจตรงนั้นด้วย เราอยากให้เขาได้พักอีกสักหน่อย แต่เขาไม่ต้องการ 
“เขามีภาพที่ชัดเจนในสมอง และมีบุคลิกที่เข็มแข็ง ในท้ายที่สุด พัฒนาการของเขาก็ไม่ได้ทำให้เราประหลาดใจอะไรนัก แต่ผมเคยคิดว่าเขาน่าจะได้มีส่วนร่วมแบบเต็มๆ ในตอนครึ่งหลังของฤดูกาลมากกว่า”

ในส่วนของทีมชาติอังกฤษก็เช่นกัน เพียง 4 ปีครึ่ง นับตั้งแต่ลงสนามนัดแรกในทีมชุด U15 ตอนนี้เขากำลังจะไปเล่นในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป

การเติบโตของเบลลิงแฮมนั้นเร็วมาก เขาข้ามรุ่น U18 และ U19 กระโดดจาก U17 ไปเล่นใน U21 เลย และใช้เวลาเพียงไม่นานก่อนจะขยับขึ้นไปอีกครั้ง กลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดเป็นอันดับสามที่ได้ลงเล่นในทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ เป็นรองเพียงธีโอ วัลคอตต์ และเวย์ รูนีย์

“แน่นอน เรารู้ว่าเขาจะได้ติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ไม่ช้าก็เร็ว แต่เราคิดว่าเขาน่าจะได้เล่นในทีม U21 ก่อนหน้านั้นสักปีหนึ่ง แต่กลายเป็นว่าเขาก็พัฒนาแบบก้าวกระโดดในทีมชาติแบบเดียวกับในระดับสโมสร” ปิลาวากล่าวต่อ
“ก่อนที่เขาจะมาอยู่กับเรา มีคนเปรียบเทียบเขากับแฟรงค์ แลมพาร์ด แน่นอนว่าก็มีบางอย่างที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ผมเข้าใจได้ว่าทำไมถึงมีการเปรียบเทียบกับแลมพาร์ด รวมถึงสตีเวน เจอร์ราร์ด ด้วย จู๊ดก็เหมือนทั้งสองคนนั้นตรงที่มีบุคลิกที่เข็มแข็ง แถมตำแหน่งก็คล้ายๆ กัน แต่เขาก็มีลักษณะของตัวเอง และจุดเด่นในแบบของตัวเอง”

หลังจากที่มีรายชื่ออยู่ในอันดับ 5 ของดาวรุ่งที่ดีที่สุดในโลกจากการประกาศผล NXGN ประจำปีของ Goal เมื่อเดือนมีนาคม ถึงเวลาแล้วที่เบลลิงแฮมจะแสดงให้เห็นฝีเท้าของเขาในหน้าร้อนนี้