thumbnail สวัสดี,

อีกหนึ่งวันที่ไม่มีเกมลงเตะ และเซซาเร โปเลงกี ไม่มีปัญญาจะออกไปไหน - เขาชวนเราขี่ไทม์แมชชีน ย้อนเวลากลับไปดูต้นกำเนิดของศึกดวลแข้งรายการนี้

     เซซาเร โปเลงกี
รายงานจากย่างกุ้ง, พม่า
cesare.polenghi@goal.com
@CesarePolenghi

วันที่เจ็ด - 10 ตุลาคม

เก้าอี้ย้อนเวลา

ไม่อยากจะคุยเลย ว่าผมกลมกลืนไปกับประเทศนี้ได้เนียนขนาดไหน ขอบอกว่าผมล่ะแสนจะภูมิใจ ที่หกวันที่ผ่านมาเนี่ย ผมกินอยู่แบบคนพม่าแท้ ๆ และท้องไส้ยังแข็งแรงเป็นปกติ แต่พอเข้าวันที่เจ็ด - ซึ่งบุญแล้วที่ไม่มีแข่ง - ผมแทบไม่ได้ห่างสุขภัณฑ์ของโรงแรมเลยเชียว

มันเจ็บใจอยู่เหมือนกัน ที่ต้องจ่อมอยู่ในห้องเล็ก ๆ ทั้งที่เมืองทั้งเมืองกำลังมีชีวิตชีวาอยู่แบบนั้น แต่มันก็เปิดโอกาสให้ผมได้สูดลมหายใจลึก ๆ แล้วนั่งศึกษาประวัติศาสตร์ของทัวร์นาเมนต์ที่ผมมาทำข่าวอยู่ บนอาร์มแชร์ - อืม - เอาจริง ๆ นะครับ - ผมนั่งบนเก้าอี้ "อีกตัว" เกือบทั้งวันน่ะแหละ

ขอผมใช้ทักษะเชิงประวัติศาสตร์(ปริญญาโท เกียรตินิยมเชียวนะ ขออวดนิดนึง) รื้อฟื้นความหลังเกี่ยวกับรายการนี้เสียหน่อย อย่างแรกที่ผมจะบอกก็คือ นี่คือการแข่งขันเพียงรายการเดียว ที่ทุกประเทศที่เข้าแข่งขันนั้น หวังถึงตำแหน่งแชมป์เสมอ ไม่คราวนี้ก็คราวหน้า

ในความเป็นจริง ปฎิเสธไม่ได้ว่า ทั้ง 11 ชาติอาเซียนนั้น มีประวัติศาสตร์ทางฟุตบอลที่ไม่ได้หวือหวาอะไร ถ้าผมจำไม่ผิด ชาติอาเซียนเพียงชาติเดียวที่เคยไปถึงฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย คืออินโดนีเซีย ในปี 1938 ภายใต้ชื่อ ดัตช์ อินดีส์ พวกเขาโดนฮังการีรัวยับ 6-0 แพ็คของขึ้นรถไฟ ต่อเรือกลับบ้านทันที

ขยับลงมาเป็นเอเอฟซี เอเชียนคัพ ดูบ้าง ทัวร์นาเมนต์ของทั้งทวีปนี้ เคยมีพม่า(สมัยที่ยังไม่มีใครเรียกว่าเมียนมาร์) เป็นตัวแทนจากตะวันออกเฉียงใต้ เข้าไปคว้าตำแหน่งรองแชมป์ได้ ในช่วงยุค 60

ในปี 1972 ไทยและกัมพูชา ไปไกลถึงอันดับสามและสี่ และหลังจากนั้น แม้แต่ในปี 2007 ที่อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ไทย และเวียตนาม เป็นเจ้าภาพร่วม ก็ยังไม่เคยมีทีมจากตะวันออกเฉียงใต้ทีมไหน ไปถึงนัดชิงชนะเลิศของทวีปนี้ได้


ส่วน เอเอฟเอฟ อาเซียน คัพ นั้น เริ่มเตะกันครั้งแรกในปี 1996 สิบทีมของอาเซียน(ติมอร์ยังเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซียในขณะนั้น) ลงฟาดแข้งกันที่สิงคโปร์ ประเทศไทยคือแชมป์ทีมแรก และครองความยิ่งใหญ่ต่อไปอีกนาน คว้าถ้วยแชมป์ไปถึงสามในสี่ครั้ง

รายการนี้จัดทุกสองปี จนกระทั่งเบียร์ไทเกอร์ สปอนเซอร์หลักของรายการ ถอนตัวไปหลังปี 2004 ซึ่งเป็นปีแรกที่ติมอร์ เลสเต้ ได้เข้าแข่งขันในฐานะประเทศใหม่เอี่ยมที่สุดของโลก และทำผลงานได้ไม่น่าจดจำนัก เสียไปทั้งหมด 18 ประตู ไม่ชนะเลยแม้แต่เกมเดียว

ผ่านไปสามปี รายการนี้กลับมาจัดกันอีกครั้ง โดยสิงคโปร์และไทยเป็นเจ้าภาพร่วม โดยครั้งนี้เป้นครั้งแรกที่ระบบรอบคัดเลือก 5 ทีมอันดับต่ำสุด ถูกนำมาใช้ และยังคงอยู่จนถึงวันนี้

สิงคโปร์เป็นแชมป์ในสนามกีฬาแห่งชาติของตัวเอง กำชัยเหนือคู่แค้นอย่างมาเลเซีย ด้วยการดวลจุดโทษสุดระทึก สิงคโปร์คว้าแชมป์เป็นสมัยที่สาม เทียบเท่าไทย ดาวเด่นในปีนั้นต้องยกให้ นอห์ อลัม ชาห์ ดาวยิงอันตรายวัย 26 ในขณะนั้น และยังคงเล่นฟุตบอลอาชีพอยู่ถึงทุกวันนี้

ซูซูกิเข้ามาเป็นสปอนเซอร์หลักตั้งแต่ปี 2008 และสูตรการแข่งขันใหม่ก็ถูกนำมาใช้ หลังรอบคัดเลือก สองกลุ่ม กลุ่มละสองทีม จะลงเล่นในสองประเทศ ส่วนรอบรองและรอบชิงชนะเลิศ จะเล่นแบบเหย้า-เยือน แชมป์ในปี 2008 และ 2010 คือมาเลเซีย และเวียตนาม สองแชมป์ใหม่

หมุนเวลากลับมาปัจจุบัน ในรอบคัดเลือกที่ย่างกุ้งนี้ นอกจากกัมพูชาที่แพ้ไปสามนัดรวด ดูจะต้องกลับบ้านก่อนแน่นอนแล้ว พม่า, ลาว, ติมอร์ และบรูไน ต่างยังมีความหวังที่จะไปเจอกับไทย, เวียตนาม และฟิลิปปินส์ ที่กรุงเทพ หรืออินโดนีเซีย, มาเลเซีย และสิงคโปร์ ในรอบถัดไป

หลังร่ายยาวถึงประวัติศาสตร์ของศึกดวลแข้งแห่งมุมทวีปนี้ ผมหวังว่าจะได้อยู่ในสนามถุวันนา เพื่อเป็นสักขีพยานในสี่เกมสุดท้าย ชมตอนจบของโหมโรงแห่งเอเซียอาคเนย์ให้เต็มตา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง