thumbnail สวัสดี,

ถ้าเราพาดหัวไปว่ามาทำความรู้จักกับพล.อ.ต. นิกร ชำนาญกุล หลายคนอาจเกาหัวแกร่กๆ แต่ถ้าพูดถึงก.ป้อหล่วน ล่ามคนเก่งผู้เป็นเสมือนสายใยเชื่อมใจ “วินนี่” สู่ “แข้งช้างศึก” ภาพน่าจะชัดขึ้น

EXCLUSIVE by โกล.คอม ประเทศไทย

ผลงานของทีมชาติไทย ในศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2012 ตลอด 4 นัดที่ผ่านมา รวมถึง แมตช์รอบรองชนะเลิศ นัดแรกที่ บูกิต จาลิล กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่ ไทยบุกไปเสมอ 1 ต่อ 1 ภายใต้การคุมทีมของ “วินนี่” วินฟรีด เชเฟอร์ กุนซือชาวเยอรมัน แต่ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นการสื่อสารที่ชัดเจน ผ่านล่ามคนเก่ง “ก.ป้อหล่วน” พลอากาศตรี นิกร ชำนาญกุล กูรูฟุตบอลแดนเมืองเบียร์ ทำให้ผลงานของ “ช้างศึก” ไฉไล จนเป็นทีมเต็งแชมป์ในขณะนี้


แม้รอบตัดเชือก แมตช์ที่ 2 ทีมชาติไทย อาจต้องพบกับ งานที่ยากขึ้น เนื่องจาก “วินนี่” โดนผู้ตัดสินชาวอิหร่าน ไล่ออกจากสนามในนัดแรก อีกทั้งยังไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ผ่านอีกด้วย ทำให้การแข่งขัน รอบรอง นัดที่ 2 ที่สนามกีฬาแห่งชาติศุภชลาศัย วันที่ 13 ธันวาคมนี้ กุนซือเมืองเบียร์จะไม่ได้คุมทีมข้างสนาม ซึ่ง ก. ป้อหล่วน ของเรา อาจต้องมีส่วนช่วยในการสื่อสารกับนักเตะมากกว่านัดที่ผ่านๆมาด้วยซ้ำ

วันนี้ ทีมงานโกล.คอม ประเทศไทย ได้มีโอกาสพูดคุย และสัมผัสเรื่องราวของ “อานิกร” ถึงภารกิจช่วยเหลือทีม “ช้างศึก” ในเกมที่ “วินนี่” จะได้สั่งการบนอัฒจันทร์เท่านั้น


มือขวาที่คอยดูแลวินฟรีด เชเฟอร์ จอมทัพของ 'ช้างศึก' ตลอดเวลาตั้งแต่ได้รับตำแหน่ง พลอ.ต. นิกร ชำนาญกุล หรือ "ก.ป้อหล่วน" ที่รู้จักกันดี

โกล.คอม: คนในวงการฟุตบอลไทยรู้จักคุณในฐานะกูรูและคอลัมนิสต์ฟุตบอลเยอรมันที่เก่งกาจที่สุดในเมืองไทย ก่อนอื่นพอจะเล่าเรื่องราวชีวิตของอาแบบคร่าวๆ ให้ฟังกันได้ไหม?
พลอ.ต. นิกร ชำนาญกุล: ความจริงแล้ว ผมมีความผูกพันกับเยอรมันมาตั้งแต่วัยรุ่น และชื่นชอบฟุตบอลเยอรมัน โดยเฉพาะ “เสื้อใต้” บาเยิร์น มิวนิค เอาแบบนี้จะเล่าให้ฟังคร่าวๆ ล่ะกัน...หลังจากที่ผมเข้าโรงเรียนนักเรียนเตรียมทหารนายเรืออากาศได้ 2 ปี ผมก็ได้รับทุนไปเรียนต่อที่ประเทศเยอรมัน ด้าน วิศวกรรมไฟฟ้า และเริ่มต้นการเป็นแฟนลูกหนังเมืองเบียร์ตัวยง ก่อนที่จะกลับมาเมืองไทย ปี พ.ศ. 2525 และทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่โรงเรียนนายเรืออากาศ ควบคู่กับการเป็นนักข่าวของสยามสปอร์ต

โกล.คอม: สมัยอยู่ที่เยอรมัน คุณชื่นชอบใครหรือสโมสรไหนเป็นพิเศษไหม?
พลอ.ต. นิกร ชำนาญกุล: ผมชอบบาเยิร์น มิวนิค เพราะฉะนั้นผมจึงชื่นชอบเกิร์ด มุลเลอร์ และ ฟร๊านซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ เป็นพิเศษ แต่สำหรับ “วินนี่” ผมก็รู้จักเขามาตั้งแต่เขาเป็นนักเตะของ โบรุสเซีย มินเช่นกลัดบัค ยุครุ่งเรืองแล้ว เขาเด่นพอสมควรกับ กลัดบัค ในยุคนั้น ซึ่งผมก็ติดตามผลงานของเขามาโดยตลอด

บางครั้งคำของ'วินนี่'ในภาษาอังกฤษ อาจไม่สร้างแรงฮึกเหิมให้นักฟุตบอลไทยได้ดีพอ...ผมมาช่วยให้มันมีพลังมากขึ้น

โกล.คอม: แล้วตอนที่ทราบว่า “วินนี่” เข้ามาคุมทีมชาติไทย ความรู้สึกของคุณเป็นยังไงบ้าง?
พลอ.ต. นิกร ชำนาญกุล: แน่นอน เขาเป็นโค้ชระดับโลก ผมซึ่งติดตามวงการฟุตบอลเยอรมันมานาน ในฐานะผู้สื่อข่าวแล้ว ก็ย่อมรู้ฝีมือของเขาดีอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะผลงานอันเลืองชื่อกับทีมชาติแคเมอรูน แม้จะไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัวก็ตาม แต่ผมก็เชื่อว่า “วินนี่” คือ ทางเลือกที่ดีสำหรับฟุตบอลไทย


ไม่ใช่แค่ล่ามแปลภาษา แต่ "อานิกร" คือผู้อยู่เบื้องหลังทุกพลังขับเคลื่อนที่ "วินนี่" ต้องการจะสื่อสารให้ทั้งทีมชาติไทย และเหล่าสื่อมวลชน

โกล.คอม: มันมีที่มาที่ไปอย่างไร คุณจึงได้เข้ามาเป็นผู้ช่วยของ “วินนี่” ในทีมชาติไทยได้?
พลอ.ต. นิกร ชำนาญกุล: บอกตามตรงว่า ผมยินดีที่จะเข้ามาช่วย “วินนี่” อยู่แล้ว หากได้รับโอกาส แต่จะว่าไปเราก็ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าจะได้รับโอกาสนี้ จนกระทั่งทางทีมงานของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้ติดต่อเข้ามาให้เราเป็นล่าม คอยช่วยเหลือด้านการสื่อสารระหว่าง โค้ชกับนักเตะ ผมตื่นเต้นทีเดียว

โกล.คอม: หน้าที่หลักๆ ของคุณที่ต้องช่วยเหลือมิสเตอร์เชเฟอร์ มีอะไรบ้าง?
พลอ.ต. นิกร ชำนาญกุล: ผมช่วยเหลือด้านการสื่อสารเป็นหลัก เพราะบางครั้งคำพูดของ “วินนี่” ในภาษาอังกฤษ อาจไม่สามารถสร้างแรงฮึกเหิมให้กับนักฟุตบอลได้ดีพอ หากนำคนที่สามารถแปลเยอรมัน เป็นภาษาไทย มาช่วยเหลือเขาได้ ก็จะทำให้คำพูดที่ต้องการสื่อสารไปสู่นักเตะ มีพลังมากขึ้น นอกจากนี้ ผมยังช่วยเหลือด้านการสื่อสารระหว่าง “วินนี่” กับ แฟนฟุตบอลไทยด้วย รวมไปถึงการให้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับวิถีชีวิตบ้านเรา เพราะเขาเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้แค่ปีกว่าๆ เท่านั้น ซึ่งจะทำให้เขามีความผูกพันกับคนไทยและนักเตะไทยมากขึ้น

โกล.คอม: อย่างกรณีที่ “วินนี่” โพสต์ข้อความเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาส 5 ธันวามหาราชที่ผ่านมา คุณก็คงเป็นคนเขียนข้อความแปลเป็นภาษาไทยให้กับเขาสินะ?
พลอ.ต. นิกร ชำนาญกุล: ครับ คือผมจะบอกอย่างงี้แล้วกัน “วินนี่” เขามาอยู่เมืองไทยได้สักระยะหนึ่งแล้ว และเขาก็ทราบดีว่า สิ่งที่ชาวไทยรู้สึกศรัทธาอย่างสูงที่สุดคือ “ในหลวง” หรือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เขาจึงเล่าเรื่องราวความประทับใจในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ให้ผมฟังเป็นภาษาเยอรมัน


แม้จะปฏิเสธอย่างไร แต่โกล.คอม ประเทศไทยก็เชื่อว่านี่คือหนึ่งในความสำเร็จของขุนพลนักเตะสยามประเทศตลอดมา

โกล.คอม: ผลงานของนักเตะไทยในเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ครั้งนี้ ยอดเยี่ยมเก็บชัยได้ 3 นัดรวด และยังบุกไปเสมอ มาเลเซียได้ 1 ประตูต่อ 1 ถึง บูกิต จาลิล คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคุณคือคนสำคัญในทีมชุดนี้อย่างแท้จริง?
พลอ.ต. นิกร ชำนาญกุล: ไม่หรอก, ไม่เลย (ตอบเร็ว) มันเป็นฝีมือของ วินฟรีด เชเฟอร์ กับทีมสต๊าฟฟ์โค้ช และ นักเตะทั้งหมด ไม่เกี่ยวอะไรกับผมเลย (หัวเราะแบบถ่อมตน) ผมยืนยันว่า ผมแค่เข้ามาช่วยเรื่องของการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพเท่านั้นเอง

ผลงานของนักเตะไทยทั้งหมดต้องยกให้เป็นฝีมือของ'วินนี่'
ทีมงาน
สต๊าฟโค้ช และนักเตะ, ไม่เกี่ยวอะไรกับผมเลย

โกล.คอม:
แมตช์การแข่งขันกับทีมชาติมาเลเซีย รอบรองชนะเลิศ นัดที่ 2 “วินนี่” โดนแบน ไม่ได้คุมทีมข้างสนาม คุณคิดว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง?
พลอ.ต. นิกร ชำนาญกุล: “วินนี่” เขาไม่ได้หนักใจอะไรเลย แถมยังไม่บอกเลยด้วยซ้ำว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร เขาบอกแค่ว่า ก่อนหน้านี้เขาเคยประสบปัญหาแบบนี้มาแล้ว และทีมของเขาก็ไม่เห็นจะแพ้เลย การทำงานนั้น เราทำงานกันเป็นทีม ทุกอย่างมีจุดเริ่มต้นจากการวางแผนก่อนลงสนาม ส่วนข้างสนามก็ใช้ “มาโน่” (อเล็กซานดร้า โพลกิ้ง) ยืนคุมทัพแทน พวกเขาทำงานกันมา 5 ปีแล้วก็ย่อมรู้ใจกัน ส่วนเขาจะสั่งการลงมาอย่างไร ยังไม่ได้เตี๊ยมกันเลยล่ะ

โกล.คอม: แปลว่าคุณจะยืนอยู่ข้าง “มาโน่” คอยแปลภาษาจากที่ “วินนี่” ส่งสารลงมาให้นักเตะในสนามอีกทีอย่างงั้นสินะ?
พลอ.ต. นิกร ชำนาญกุล: ก็อย่างที่บอกว่า ยังไม่รู้เลย บางทีเขาอาจให้ผมไปยืนอยู่ข้างเขาบนอัฒจันทร์ก็ได้ ลองไปคิดดูเอาน่ะ (ฮา)

ทีมงาน โกล.คอม ประเทศไทย เชื่อว่า การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ นำมาซึ่งการเล่นฟุตบอลที่มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น แม้ ก.ป้อหล่วน หรือ “อานิกร” พล อ.ต. นิกร ชำนาญกุล จะถ่อมตัวว่าไม่มีส่วนช่วยให้ทีมชาติไทยมีผลงานที่ดีตลอด 4 นัดที่ผ่านมา

แต่ในวันที่ “วินนี่” ได้แต่ยืนๆนั่งๆ บนอัฒจันทร์... “อานิกร” จะช่วยเป็นตัวกลางสื่อสารให้ รูปเกมของทีมชาติไทย ดีเหมือนเดิมหรือไม่ และจะเอาชนะ ทีมเสือเหลือง จนผ่านเข้าชิงได้หรือเปล่า วันที่ 13 ธันวาคมนี้ ต้องติดตาม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง