thumbnail สวัสดี,

“เอียงซ้ายแล้วให้, ลูกนี้, บอลเปิดมา, ธีรศิลป์ลากมา เจอด่านแรก..ผ่านด่านแรก, เจอด่านสอง โอ๊ยยยยยยย แหมมมม, บอลมันลึกไปนิดเดียว, ลูกนี้ยังกินศิวรักษ์ ไม่ได้ครับ...”

เสียงและลีลาการพากย์ที่เร้าใจพร้อมกับโทนจังหวะและอักขระที่แตกต่างของ ‘น้าหัง’ อัฐชพงษ์ สีมา นักพากย์บอลระดับตำนานที่กำลังเป็นที่หนึ่งในใจใครต่อใครหลายคนโดยเฉพาะแฟนฟุตบอลชาวไทยที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “การพากย์ของน้าหังช่วยให้เกมที่มันอยู่แล้วเร้าใจขึ้นเป็นสองเท่า”

สิ่งที่การันตีความเป็นยอดนักพากย์มือวางอันดับต้นๆ ของประเทศ คือการพูดถึง หรือความคิดเห็นทั้งหลายในโลกออนไลน์และสื่อมวลชนหลายต่อหลายแขนง ที่มักจะยกให้ ‘น้าหัง’ อัฐชพงษ์ สีมา เป็นที่กล่าวถึงไปพร้อมๆ กับสาธิต กรีกูล หรือเอกราช เก่งทุกทาง

โกล.คอม ประเทศไทยยอมรับว่าถึงยังไง เราก็จะต้องสัมภาษณ์ผู้ชายคนนี้ให้ได้ และแน่นอน,  เรามั่นใจว่านี่จะเป็นบทสัมภาษณ์ที่ใครต่อใครอยากอ่าน

“งั้นจังหวะนี้ คงต้องคุยล่ะครับ ไปพูดคุยกับน้าหังกันเลย แหมมมมม...”

โกล.คอม: ต้องบอกว่าเป็นเกียรติของโกล.คอม ประเทศไทยมากๆ จริงๆ ที่คุณร่วมสละเวลาให้สัมภาษณ์กับเราในครั้งนี้?
อัฐชพงษ์: ไม่เป็นไรครับ, ขอบคุณมากๆ ยินดีครับยินดี

โกล.คอม: ชีวิตในวัยเยาว์ของเด็กชายอัฐชพงษ์ สีมา เป็นอย่างไร?
อัฐชพงษ์: ผมเป็นเด็กบ้านนอกครับ, เด็กปราจีนฯ ชอบฟุตบอลมากแต่สมัยนั้นมันไม่มีอะไรเลย ต้องฟังวิทยุเอา จินตนาการภาพตามฟุตบอลในวิทยุ ซึ่งก็เป็นอะไรที่ประทับใจเรามาก มีสมชาย ชวยบุญชุม, มีหลายต่อหลายคนในยุคนั้น แล้วเราก็ชอบมาตั้งแต่เด็กจนโต


หนึ่งในบรรดานักพากย์ฟุตบอลที่ได้ชื่อว่า "มันยกกำลังสอง" แห่งสยามประเทศ 'น้าหัง' อัฐชพงษ์ สีมา (ขอบพระคุณภาพจากคุุณพยุงศักดิ์ การสมเกตุ)

โกล.คอม: แล้วแรกเริ่มเดิมที คุณก้าวเข้าสู่อาชีพ ‘นักพากย์ฟุตบอล’ ได้ยังไง?
อัฐชพงษ์: ถ้าจะให้เล่าจริงๆ ก็ต้องย้อนกลับไปสมัยที่ผมยังเรียนอยู่ ช่วงนั้นเราก็เด็กจุฬาฯ เป็นเด็กกิจกรรม ทางคณะทางภาคเขาจัดกีฬาจัดอะไรเราก็ไปช่วยตลอด แล้วทีนี้มันก็มีฟุตบอลนะ มีฟุตบอลเราก็ได้รับโอกาสไปพากย์ข้างสนามให้มันเร้าใจ ให้มันสนุกสนาน บังเอิญตอนนั้นก็เหมือนว่าจะไปเข้าหูทาง ‘น้าติง’ สุวัฒน์ กลิ่นเกสร ที่ได้โอกาสมาฟังผมพากย์แบบทีเล่นทีจริงนี่แหละ ก็เลยชักชวนมาทำที่ ยูทีวี ตอนนั้นยังเป็น ยูทีวี อยู่ แล้วก็ได้โอกาสพากย์เรื่อยมา ผมพากย์มาตั้งแต่สมัยฟุตบอลไทยยังมีตลกเล่นช่วงพักครึ่งเวลาเลยนะ

หลังจากนั้นก็มี ไอบีซี นะ พอทั้ง ยูทีวี กับ ไอบีซี มารวมกิจการกันกลายเป็น ยูบีซี ทีนี้ก็เกิดปัญหานักพากย์ล้น ผมก็เลยหลุดโผไป ก็ห่างหายจากวงการไปประมาณ 3 ปี กระทั่งได้กลับมาพากย์ใหม่อีกครั้งเป็นฟุตบอลสเปนช่วงกลางคืน ช่วงที่แบบดึกมากๆ แล้วก็ได้โอกาสพากย์เรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็นฟุตบอลไทยครับ

โกล.คอม: คุณได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ที่ ‘พากย์บอลได้มันที่สุด’ คนหนึ่งของเมืองไทย คุณคิดยังไงกับคำพูดนี้?
อัฐชพงษ์: ก่อนอื่นต้องขอบคุณก่อนครับ, ขอบคุณมากๆ แต่จริงๆ ผมไม่ค่อยรู้หรอกนะเรื่องนี้ เพราะผมค่อนข้างโลว์-เทคโนโลยีมากเลย (หัวเราะ) ที่ผมเปิดเว็บไซต์ดูได้ทุกวัน เพราะผมต้องหาข้อมูล และน้องที่ทรูฯ เขาตั้งบุ๊คมาร์คเอาไว้ให้ที่หน้าจอ ก็เลยทราบเรื่องอะไรแบบนี้บ้าง

... ผมพากย์มาตั้งแต่สมัยที่
ฟุตบอลไทยยังมีตลกเล่นช่วงพักครึ่งเวลาเลยนะ

ส่วนเรื่องการพากย์ ผมว่าคงเป็นเพราะเราสนุกกับเกม เราลุ้นไปกับมัน บางครั้งผมยอมรับว่าอาจจะมีผิดพลาดบ้างนะ แต่เราก็สนุกไปกับมัน สิ่งหนึ่งที่ผมคิดเสมอคือเราต้องสนุกก่อน แล้วคนดูถึงจะสนุกด้วย อะไรแบบนี้ คือบางทีบางจังหวะอ่านชื่อผิดก็มี ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่เราจะเอาไปแก้ไขในโอกาสต่อไป แต่สำหรับผมแล้ว อารมณ์ร่วมกับเกมก็สำคัญ ผมคิดว่ามันสำคัญมากที่เราจะต้องพากย์ตามเนื้อผ้า พากย์ตามสิ่งที่เกิดขึ้น ฝ่ายนี้บุก ฝ่ายนี้รับ ฝ่ายเข้าทำ ฝ่ายตั้งรับ ผมจะพากย์ตามเกมนะ ไม่พากย์เชียร์ แต่บางทีคนฟังอาจจะฟังว่าเข้าข้าง..ก็แหม, ฝ่ายเข้าทำบุกมา 10 ครั้ง อีกฝ่ายหนึ่งรับอย่างเดียว เราก็ต้องพากย์จังหวะของฝ่ายบุกเยอะกว่า จริงไหมครับ? นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมถึงลุ้นทุกจังหวะเข้าทำ

อย่างแมตช์คู่อัล ชอร์ตา กับชลบุรี เอฟซี ที่หลายคนพูดถึงก็ได้ยินมาบ้าง เราเชียร์ตัวแทนจากประเทศ ก็ยอมรับว่าอาจจะมีพากย์เข้าทางฝั่งชลบุรีฯ แหม เราก็เชียร์ฟุตบอลไทยนี่ ก็อาจจะลุ้นไปกันบ้าง คือผมว่ามันต้องมีกันทุกคนนะ เรื่องรักฟุตบอลไทย คือถ้าเป็นเมืองทองฯ หรือทางบุรีรัมย์ฯ ไปเล่นแบบนี้บ้าง ผมก็จะพากย์แบบเดียวกันนี่แหละ เพราะเราก็ต้องมีเชียร์บ้าง แต่ในการพากย์เราก็ต้องพากย์อย่างเป็นกลาง อย่างเราชักศอก หรือเราฟาล์วก็ต้องบอกว่าเราฟาล์ว ต้องพากย์ตามเนื้อผ้า เพราะอันนี้ถือว่าต้องซื่อสัตย์ต่อเกม ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และคนดู


บรรยายเกมคู่ชัรตอฮ์ กับชลบุรี เอฟซีในแมตช์เอเอฟซี คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศได้มันสุดๆ จนเป็นที่กล่าวขวัญทั้งเมืองในขณะนี้

โกล.คอม: ได้ฟังแบบนี้แล้ว เราเองต้องยอมรับว่าคุณคือนักพากย์แถวหน้าอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
อัฐชพงษ์: ขอบคุณครับ

โกล.คอม: ในฐานะสื่อมวลชน คุณมอง ‘ฟุตบอลไทย’ ทุกวันนี้เป็นยังไงบ้าง?
อัฐชพงษ์: ผมว่าเรามาถูกทางแล้วครับ ณ ตอนนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมากเลยทีเดียว เรามีการตรวจสอบ คือต้องบอกว่าสิ่งที่ทุกๆ ภาคส่วนทำ ถือว่าถูกต้องแล้ว สมาคมฯ มีความผิดพลาด สื่อมวลชนหรือกลุ่มแฟนบอลก็ต้องตรวจสอบ เป็นธรรมดา มีตั้งกระทู้ มีข่าว มีความเคลื่อนไหวของมวลชน พอทำผิดบ่อยครั้งเข้า เขาอยู่ไม่ได้ เขาก็ต้องปรับตัวเอง มันต้องก้าวไปพร้อมกันครับ ยุคสมัยนี้ข้อมูลข่าวสารรวดเร็ว มันต้องแบบนี้แหละ ถึงจะพัฒนาไปด้วยกัน เดี๋ยวนี้นักฟุตบอลเสียบสไลด์กันไม่ลุกขึ้นมาชี้หน้าด่ากันแล้ว ทุกคนมองไปที่กรรมการหรือผู้ตัดสินมากกว่า นี่คือตัวอย่างของการพัฒนาที่ผมคิดว่าเห็นชัดเจน เรามีความเป็นมืออาชีพขึ้นเยอะ และอีกหลายๆ อย่างที่ผมยังมองว่าฟุตบอลไทยไปได้อีกไกลนะ ผมเชื่ออย่างนั้น

...ผมคิดว่ามันสำคัญมากที่เราจะต้องพากย์ตามเนื้อผ้า
พากย์ตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ฝ่ายนี้บุก ฝ่ายนี้รับ

โกล.คอม: สำหรับเด็กๆ หรือใครก็ตามที่กำลังติดตาม Off The Ball ชิ้นนี้อยู่แล้วอยากเป็นนักพากย์อย่างคุณบ้าง ในฐานะอาจารย์ คุณอยากแนะนำอะไรพวกเขาไหม?
อัฐชพงษ์: สิ่งแรกที่สำคัญมากคือความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ อันนี้สำคัญ เพราะการพากย์ฟุตบอลมันต้องมีผู้ฟังเยอะอยู่แล้ว ทุกอย่างที่พูดออกไปมันสำคัญมาก คนฟังทั้งประเทศสามารถตีความได้หลายอย่าง แน่นอนว่าเรามีคนฟังที่แยกแยะได้ แต่ก็มีอีกหลายคนที่ฟังแล้วก็เห็นคล้อยตามไปหมด ดังนั้นเราต้องรอบคอบในทุกๆ การพากย์ หากผิดก็ต้องขอโทษ-ขออภัยผู้ชม มันเป็นเรื่องสำคัญมาก ส่วนที่เหลือก็คงเหมือนๆ กับทุกอาชีพแหละครับ คือการตรงต่อเวลา, ความขยัน, ซื่อสัตย์ อะไรแบบนี้


"ความซื่อสัตย์ในหน้าที่การทำงาน คือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเป็นนักพากย์ที่ดี" - อัฐชพงษ์ สีมา (ขอบพระคุณภาพจากคุุณพยุงศักดิ์ การสมเกตุ)

โกล.คอม: สุดท้ายนี้ กล่าวอะไรให้โกล.คอม ประเทศไทยฟังหน่อย ในฐานะคนสัมภาษณ์คุณ?
อัฐชพงษ์: (หัวเราะ) ผมก็ขอขอบคุณเว็บไซต์โกล.คอม ประเทศไทยที่ได้มาสัมภาษณ์ผม ก็ติดตามมาตลอดครับเพราะว่าส่วนใหญ่เราก็จะใช้สื่ออินเตอร์เน็ตในการหาข้อมูล โดยเฉพาะในช่วงหลังที่โกล.คอม เข้ามาทำภาษาไทยแล้วก็ยิ่งดีเลยครับ ก็อยากจะให้อยู่ด้วยกันไปนานๆ ครบๆ ทุกส่วน ทุกคอลัมน์เลย ขอบคุณมากๆ ครับ

แม้ว่าทางของฟุตบอลไทยจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่สำหรับนักพากย์ระดับ ‘อาจารย์’ อย่าง ‘น้าหัง’ แล้ว เขาก็ยังเชื่อว่าวงการที่เต็มไปด้วยความเร้าใจนี้กำลังเติบโตไปในทางที่ถูกต้อง และสื่อมวลชนกับแฟนบอลนี่แหละ ที่จะเป็นคนช่วยประคับประคองตัวละครหลักอย่างนักฟุตบอลหรือแม้แต่สมาคมฟุตบอลฯ ด้วยการตรวจสอบ ตรวจตรา และพิพากษากันเอง เพื่อให้สังคมลูกหนังไทย แข็งแกร่งในอนาคต

ในเมื่อความเชื่อของ ‘น้าหัง’ มีเสียงดังและเร้าใจเหมือนกับเสียงพากย์ของเขา เราเองในฐานะสื่อมวลชนเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีหรือจะไม่เชื่อตามเขาท่านนี้?

ข่าวที่เกี่ยวข้อง