thumbnail สวัสดี,

แรงบันดาลใจจากการ์ตูนของคนคนหนึ่ง ที่ไปจุดประกายให้คนอีกหลายต่อหลายคนให้ฝันในจุดเดียวกัน และสำคัญที่ พวกเขา 'สานฝัน' นั้นร่วมกันอย่างจริงจัง

ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน มีการ์ตูนเรื่องหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับความฝันเล็กๆ ของชายคนหนึ่ง ที่อยากให้ชาติบ้านเกิดของเขานั่นก็คือทีมชาติญี่ปุ่นคว้า “แชมป์โลก”

หากไปเล่าให้ใครฟังก็อาจจะถูกหัวเราะเยาะ เพราะญี่ปุ่นในตอนนั้นอย่าว่าแต่คว้าแชมป์โลกเลย แค่เพียงเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายก็ยังเป็นเรื่องที่ห่างไกลเหลือเกิน

โยอิจิ ทาคาฮาชิ นำความฝันของเขามาแปรเปลี่ยนเป็นการ์ตูนเรื่องยาวที่ชื่อว่า”กัปตันสึบาสะ” วางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1981 เป็นเรื่องราวของชายที่ชื่อว่า โอโซระ สึบาสะ ผู้มีความรักในกีฬาลูกหนัง โดยมีความฝันคือการพาญี่ปุ่นคว้าแชมป์โลกมาครองให้ได้


ด้วยความที่เป็นการ์ตูน ทำให้เทคนิคฟุตบอลในเรื่องกัปตันทสึบาสะค่อนข้างจะมีความโอเวอร์อยู่พอสมควร ทั้งลูกยิงครึ่งสนาม, ยิงประตูตาข่ายขาดกระจาย, กระโดดเซฟลูกด้วยการถีบเสาประตูจากอีกด้านหนึ่ง หรือสารพัดเทคนิคที่คาดไม่ถึง ชนิดที่ต่อให้โรนัลโด้กับเมซซีรวมร่างกันก็ยังทำไม่ได้

และด้วยความโอเวอร์นี้เองกลับทำให้ผู้อ่านหลายล้านคนในญี่ปุ่นติดการ์ตูนเรื่องนี้อย่างงอมแงม และกลายเป็นแรงบันดาลใจในการเล่นฟุตบอลของเด็กๆในสมัยนั้น

ฮิเดโตชิ นากาตะ ดาวเตะที่ชื่อได้ว่าประสบความสำเร็จในเวทียุโรป ชุนสุเกะ นากามูระ นักเตะยอดเยี่ยมลีกสกอตแลนด์ และ ชินจิ คางาวะ ดาวเตะรายล่าสุดของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่างก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการ์ตูนเรื่องนี้

นอกจากนี้นักเตะระดับโลกอย่าง ซีนนาดิน ซีดาน, กาก้า, เฟอร์นันโด ตอร์เรส หรือแม้แต่ ลีโอเนล เมซซี่ ต่างก็ยอมรับว่าพวกเขาเล่นฟุตบอลโดยมี สึบาสะเป็นเครื่องนำทาง

นักเตะระดับโลกอย่าง ซีนนาดิน ซีดาน, กาก้า, เฟอร์นันโด ตอร์เรส หรือแม้แต่ ลีโอเนล เมซซี่ ต่างก็ยอมรับว่าพวกเขาเล่นฟุตบอลโดยมี สึบาสะเป็นเครื่องนำทาง

ซึ่งแรงบันดาลใจเหล่านี้ก็เป็นแรงผลักดันให้ญี่ปุ่นหันมาสนใจและพัฒนากีฬาฟุตบอลอย่างจริงจัง

พวกเขาก่อตั้งลีกอาชีพได้สำเร็จในปี 1993 หลังจากมีลีกกึ่งอาชีพมานานกว่า 30 ปี มีการเซ็นนักเตะดังๆ เข้ามาสร้างสีสันอย่าง ดราแกน สตอยโกวิซ, ซิโก้, แกรี่ ลินีเกอร์ หรือแม้กระทั่ง แพททริค เอ็มโบมาก็เคยมาสัมผัสบรรยากาศเจ-ลีกแล้วทั้งนั้น

และหลังจากนั้นอีก 5 ปี ญี่ปุ่นก็สามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ความหวังเล็กๆ ของ ทาคาฮาชิ และ สึบาสะ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถเก็บแต้มได้เลยในศึกฟุตบอลโลก แต่ขุนพลซามูไรก็ทำให้คนทั้งโลกรู้จักนักเตะอย่าง ฮิเดโตชิ นากาตะ, โยชิกัตสึ คาวากุชิและชินจิ โอโนะ



สองปีหลังผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก ญี่ปุ่นก็ประกาศศักดาคว้าแชมป์เอเชียนคัพสมัยที่ 2 ซึ่งเป็นปีเดียวกันที่ขุนพลซามูไรน้อย ทีมชาติญี่ปุ่นชุดยู-20 ได้รองแชมป์เยาวชนโลก

ก่อนที่อีกสองปีต่อมาทีมชาติญี่ปุ่นสามารถทะลุเข้ารอบน็อคเอาท์รอบสองฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในปี 2002 ที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพร่วมกับเกาหลีใต้ และยังสามารถคว้าแชมป์เอเชียนคัพมาครองได้เป็นสมัยที่ 3

ถึงแม้ในช่วงปี 2005-2009 จะมีผลงานที่แผ่วลงไปบ้างจากการตกรอบแรกฟุตบอลโลกที่เยอรมัน และทำได้เพียงแค่อันดับ3 ในเอเชียนคัพ 2007 แต่ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายบนแผ่นดินแอฟริกาขุนพลซามูไรก็มาทำให้โลกต้องหันมามองชาติเล็กๆ ในวงการฟุตบอลที่เพิ่งก่อตั้งลีกอาชีพได้ไม่ถึง 20 ปี

จากการพลิกชนะแคเมอรูน แพ้รองแชมป์โลกฮอลแลนด์อย่างเฉียดฉิวและถล่มเดนมาร์กไปอย่างสวยงาม ก่อนที่จะมาพ่ายจุดโทษให้กับปารากวัยไปอย่างน่าเสียดายในรอบสอง แต่ผลงานในทัวร์นาเมนต์ก็แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นไม่ใช่ทีมธรรมดาอีกต่อไป

กว่า 30 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันถือเป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของวงการฟุตบอลญี่ปุ่น

“ความฝันทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น

ประโยคสั้นๆ ประโยคนี้เป็นคติที่ทุกคนในวงการฟุตบอลญี่ปุ่นเชื่อและยึดถือมาเป็นเวลานาน พวกเขาไม่เพียงแค่ฝันแต่พวกเขาลงมือพยายามทำให้มันเป็นความจริง

สมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นตั้งเป้าหมายของตัวเองเอาไว้ว่าภายใน 100 ปีพวกเขาจะต้องคว้าแชมป์โลกมาครองให้ได้

“แชมป์โลก” ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ถ้าเป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นฝัน สุดท้ายกันก็อาจไม่แน่เหมือนกัน

จากทีมเล็กๆในเอเชียที่ไม่เคยแม้แต่เข้ารอบฟุตบอลโลก แต่กลับสร้างผลงานได้มากมาย ทั้งการคว้าแชมป์เอเชียนคัพ 4 สมัย คว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ และอันดับ 4 ฟุตบอลโอลิมปิค

“แชมป์โลก”
ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ถ้าเป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นฝัน สุดท้ายกันก็อาจไม่แน่เหมือนกัน

ผลงานของญี่ปุ่นในปัจจุบันทำให้เห็นว่าพวกเขากำลังพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องและเชื่อว่า จากนี้วงการฟุตบอลญี่ปุ่นจะพัฒนาขึ้นไปอีก

เพราะว่าพวกเขามีความฝัน เขาจึงสามารถแข็งแกร่งได้อย่างที่เห็นในวันนี้

บางทีแชมป์โลกที่มีชื่อว่า “ญี่ปุ่น” อาจจะไม่ใช่แค่ความฝันก็ได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง