thumbnail สวัสดี,

“สายฟ้า” ในที่นี้เราขอแทนตัวบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยอดทีมที่เพิ่งทะลวงด่านอรหันต์เข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศเวทีเอเชียได้สำเร็จ และ “พันธุ์ไทย” แปลว่า นี่คือความภาคภูมิใจของพวกเรา

Close Up:  สายฟ้าพันธุ์ไทย

     โดย ธีรภัทร รัญตะเสวี
Twitter@Teerapatra
teerapatra@gmail.com

ในขณะที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับ Close Up ชิ้นนี้ ผมเพิ่งได้รับอีเมลจากต้นสังกัดให้เดินทางไปต้อนรับขุนพลนักเตะทีมอีสานใต้เมืองไทย อย่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในการเดินทางกลับสู่มาตุภูมิ ณ สนามบินสุวรรณภูมิวันนี้ (22 พฤษภาคม 2556) ซึ่งแน่นอนว่าผมต้องไปด้วยชัวร์

“ขุนพลปราสาทสายฟ้า” เพิ่งเอาตัวรอดได้สำเร็จที่อุซเบกิสถาน ยันเสมอแบบสมศักดิ์ศรีทีมแกร่งเมืองสยามกับบุนยอดกอร์ ขาโหดแห่งเอเชียกลางที่เต็มไปด้วยผู้เล่นร่างใหญ่ไปได้ 0-0 ควบผลจากนัดที่แล้วที่ตุนสกอร์ไว้ในบ้านก่อน 2-1 เข้ารอบด้วยสกอร์ที่เหนือกว่าไปแบบเต็มภาคภูมิ

ผมมีโอกาสดูความเป็นไปของทีมตัวแทนประเทศไทยตั้งแต่รอบก่อนหน้านี้ การพาทีมผ่าวิกฤติปลดโค้ชแต๊กกลางอากาศ เดินหน้าเปิดหน้าผากสู้กับบุนยอดกอร์อย่างรัดกุม ได้ 2 ประตูมาตุนสมใจ กัดฟันลุยมรสุมโปรแกรมเตะที่หฤโหดที่ถี่ยิบในประเทศก่อนที่จะต้องรีบเดินทางไปอุซเบกิสถานและจบด้วยเกมเสมอ 0-0 เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายถ้วยใบเขื่องของเอเชียได้สำเร็จเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสร


เส้นทางสู่การเป็นเบอร์ 1 ของทวีปเอเชีย แม้จะมีขวากหนามมากแค่ไหน แต่ตอนนี้ทีมปราสาทสายฟ้าก็กลายเป็น 1 ใน 8 ทีมอรหันต์ไปแล้ว

อย่างหนึ่งที่บุรีรัมย์ฯ (อันนำหน้าโดยเฮดของเฮดโค้ชอย่างคุณเนวิน) ทำมาตลอดจนเรียกได้ว่าเป็นลายเซ็นต์ของสโมสรฯ คือการ ”แสดงออกถึงความจริงใจในการสื่อสาร” ทั้งสองทาง ผมขอเรียกมันว่า “ยาขยัน” ชั้นดีสำหรับทีมที่กูรูหลายท่านมักจะสบประมาทว่าเป็นทีมนอกสายตาบนถนนสายใหญ่ระดับทวีป

สิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้นั้นต้องขออนุญาติเรียนทุกท่านว่าผมไม่ได้รับเงินค่าจ้างหรือต้องหลับหูหลับตาเขียนคอลัมน์มาอวยท่านๆ ทั้งหลายแบบใครบางคนชอบทำ แต่จากสิ่งที่เห็น คุณเนวินได้สร้างมาตรฐานการ “รวมพลังใจ” ของทุกคนในสโมสรเอาไว้อย่างแน่นแฟ้น แน่นเสียจนไม่ต้องสนใจภาพลักษณ์ตัวเอง แล้วปล่อยให้ผลงานตอบคำถามทุกๆ ข้อ

บอสใหญ่ของบุรีรัมย์ฯ เลือกที่จะเปิดหน้าชนตั้งแต่ปัญหาการปลดโค้ชอรรถพลลงจากตำแหน่ง แต่งตั้งสก็อต คูเปอร์มาดูแลพร้อมย้ำอย่างตรงไปตรงมาว่าการควบคุมดูแล มันก็คือหนึ่งในงานของซีอีโอด้วย และไม่ว่าใครจะครหานินทาอย่างไร เขาเองก็ไม่สน


การปลุกใจของ "บิ๊กเน" ที่ได้ฟังครั้งใดก็รู้สึกขนลุก ไม่ว่าคนฟังจะมีอคติกับท่านหรือไม่ก็ตาม

ย้อนกลับมาที่เรื่อง “รวมพลังใจ” บุรีรัมย์ฯ ไม่ใช่ทีมที่มีนักเตะระดับท็อปของเอเชียอยู่ในสังกัดเพื่อต่อกรกับเหล่าเต้ยประจำทวีป แต่พวกเขามี “พลังแฝง” ที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวนักเตะอย่างธีราทร, ธนศักดิ์, ประทุม, สุรีย์ และอีกหลายต่อหลายคน โดยมันคือศาสตร์ของการ “กระตุ้นเร้า” ลากตั้งแต่การโหมโรงก่อนแข่ง, ข่าวความเคลื่อนไหวก่อนเดินทาง, การตอบคำถามสื่อ, จดหมายจากลุงเนวิน, คลิปให้กำลังใจของเหล่า GU12, นี่เรายังไม่รวมกำลังใจจากสโมสรอื่น ที่พร้อมหันหน้าเชียร์บุรีรัมย์ฯ กันแบบเฉพาะกิจในฐานะตัวแทนสยามประเทศกันชนิดมิได้นัดหมาย

เสมือนเป็นพลังชั้นดี กระทั่งส่งผลให้นักเตะทั้งทีม “สู้แค่ตาย” เหมือนกับป้ายเชียร์ที่คอยติดไว้เตือนใจในห้องแต่งตัวของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดทุกครั้ง, และกับอีเว้นท์ระดับชาติแบบนี้ ก็คงจะมีเพียงพวกที่เห็นคนที่ดีกว่าแล้วตาค่อนข้างร้อนเท่านั้น ที่จะไม่ร่วมยินดี

“ฟุตบอลไทยไม่ได้แพ้ใครในเอเชีย วันนี้เรารบเพื่อประเทศไทย รบเพื่อบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ขอบคุณนักเตะทุกคนที่มีหัวใจแน่วแน่ และเราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราอาจจะไม่ได้เก่งกาจ แต่เราเล่นเป็นทีม 11 คนที่เราเล่นเราช่วยกัน เราทดแทนกัน เราหมุนเวียนจนไม่มีจุดอ่อนให้ใครทำอะไรเราได้ เพราะฉะนั้นขอให้รักษาสิ่งเหล่านี้ไว้” นี่คือถ้อยแถลงของนายใหญ่ “เซราะกราว” ที่แสดงให้เห็นถึงความคงเส้นคงวาในการเดินทางที่ถึงจะไม่ใช่ทีมยักษ์ใหญ่ แต่การสู้ด้วยหัวใจและการสร้างความฮึกเหิมมันยังช่วยกระตุ้นไฟได้อยู่เสมอ

 
แฟนคลับ GU 12 ที่ตามไปให้กำลังใจในเกมเยือนแทบทุกนัด และที่หน้าสนามไอ โมบาย สเตเดี้ยมถือว่าเป็นพลังใจที่น่าภาคภูมิแทน

และสิ่งที่ผมเชื่อเหลือกันในขณะนี้ คือแม้นว่าบุรีรัมย์ฯ จะยังเป็นทีมที่ไม่มีซูเปอร์สตาร์ระดับทวีป แต่พวกเขากำลัง “สร้าง” นักเตะเกรดนั้นขึ้นมาเองด้วยวิธีแบบเวรี่ไทยนี่แหละ

ตัดกลับมาที่ความเป็นจริง สหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชียเตรียมจะจับสลากประกบคู่การแข่งขันเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก2013รอบก่อนรองชนะเลิศ (8ทีมสุดท้าย) ณ สำนักงานเอเอฟซี กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย วันที่ 20 มิ.ย. นี้ โดยจะทำการแข่งขันนัดแรก 21 ส.ค.56 ส่วนนัด 2 เตะ 18 ก.ย. 56


กำลังใจดีขนาดนี้ นักเตะก็วิ่งลืมตาย และไม่ลืมคำปลุกใจจากบิ๊กบอส ในช่วงประชุมก่อนเกม ว่า "ไม่มีธงผืนไหนจะยิ่งใหญ่ เท่าธงไตรรงค์"

สิ่งที่น่าสนใจมันกลายเป็นเรื่องของช่วงเวลาอันแสนหฤโหดของบุรีรัมย์ฯ ที่กำลังจะกลับมาเยือนอีกครั้ง เพราะจังหวะนั้น คือหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนปิดฤดูกาลเพื่อหลีกทางให้ “ช้างศึก” ทีมชาติไทยได้เตรียมขุนพลสู้ซีเกมส์ในปลายปี ซึ่งที่บอกว่าน่าสนใจ ผมหมายถึงเราอาจจะต้องจับตาดูให้ดี ว่าท่านๆ ทั้งหลายจะจัดคิวเตะแบบ 2 นัดใน 3 วันให้กับบุรีรัมย์ฯ อีกไหม?

แต่ก็ช่างเหอะครับ ชั่วโมงนี้เรามาร่วมยินดีกันก่อนดีกว่า เราไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศถ้วยใหญ่ระดับเอเชีย และอาจจะมีโอกาสเดินตามรอยกสิกรไทย ที่เคยเป็นถึงแชมป์ หรือบีอีซี เทโรฯ ที่ทะลุไปนัดชิงฯ มาแล้ว เรื่องแบบนี้นอกจากพละกำลังแล้ว มันต้องมาด้วยหัวใจ และไม่ใช่ว่าใครๆ ก็ทำได้จริงๆ

และในชั่วโมงนี้ ก็อาจจะกล่าวได้แบบไม่เขินแล้วว่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ดได้ก้าวเข้ามาสู่แถวหน้าของเอเชียเรียบร้อยโรงเรียนข้าวเหนียวแล้วนะ

โอเคนะคะท่าน...

ติดตามข่าว บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
เพิ่มเติม คลิกที่นี่

 

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง