World Cup

ลูกฟุตบอลเวิลด์คัพ : จากแทงโก้สู่จาบูลานี

30/5/18
World Cup
ลูกฟุตบอลในมหกรรมกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นหนึ่งในเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ และมันมีเรื่องราวมากมายมาตั้งแต่ปี 1930 ที่อุรุกวัย
อ่านบทความต่อด้านล่าง


Tiento & T-Model (1930)


ลูกบอลสุดคลาสสิคลูกนี้เป็นบอลแบบออฟฟิเชียลที่ใช้ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ระหว่างอุรุกวัยเจ้าภาพและอาร์เจนตินาผู้ท้าชิง ที่มีน้ำหนักมากกว่ารุ่นปัจจุบันอยู่บานเบอะ และไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการสำหรับลูกฟุตบอลลูกนี้


Federdale 102 (1934)


“เฟเดเรล 102” คือชื่ออย่างเป็นทางการของฟุตบอลลูกนี้ โดยอิตาลีที่รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพในครั้งนั้นได้หยิบฟุตบอล (ที่มีหน้าตาเปลี่ยนไปจากเดิมเยอะพอสมควร) มาใช้ มันมีผิวสัมผัสที่เกลี้ยงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดและทำให้การคอนโทรลบอลเป็นไปได้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว


Photo credit: MDBR / Wikipedia

อ่านบทความต่อด้านล่าง

Allen (1938)


ชาติแห่งแฟชั่นอย่างฝรั่งเศสลงทุนออกแบบลูกบอลใหม่หมดพร้อมตั้งชื่อให้มันว่า “อัลแล็ง” พร้อมผิวสัมผัสที่ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิมและโค้งมนเป็นวงกลมกว่า 95% แล้ว

Photo credit: MDBR / Wikipedia


DUPLO T (1950)


ที่บราซิล พวกเขาใช้ฟุตบอลสีขาวเป็นครั้งแรกโดยมีชื่อเรียกนิคเนมว่า “ซูเปอร์ ดูโปล ที” ซึ่งบอลในยุคนั้นถือเป็นต้นแบบของพัฒนาการที่ดีเยี่ยมก่อนที่มันจะเดินทางเข้าสู่ยุคใหม่ Photo credit: MDBR / Wikipedia


Swiss World Champion (1954)


ออฟฟิเชียล ฟุตบอลกลับมาใช้สีส้มที่เวิลด์ คัพ สวิตเซอร์แลนด์ พร้อมกับสลักชื่อและตัวหนังสือชื่อประเทศลงไปในฟุตบอล สร้างสีสันที่แปลกตาอย่างน่าสนใจ

Photo credit: MDBR / Wikipedia


Top Star (1958)


ฟุตบอลโลกยังคงวนเวียนอยู่ในยุโรป และคราวนี้เป็นสวีเดนที่อาสารับหน้าเสื่อเจ้าภาพ และลูกฟุตบอลก็แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ มากนักจากครั้งก่อนๆ ด้วยสีสันและรูปแบบ

Photo credit: MDBR / Wikipedia


Crack (1962)


ลูกบอลประจำทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้มีการออกแบบที่แปลกตาขึ้น ด้วยการตัดเย็บที่แหวกแนวกว่าครั้งก่อนๆ พร้อมตั้งชื่อให้มันแบบสุดเท่ว่า “แคร็ค”

Photo credit: MDBR / Wikipedia


Challenge 4-Star (1966)


ความเบาที่มากขึ้นพร้อมน้ำหนักที่สมส่วนคือจุดเด่นของปีนี้ และที่ต้องจารึกไว้อย่างดีคือมันเป็นลูกฟุตบอลชุดแชมป์โลกของอังกฤษ ด้วยหน้าตาที่ทมึนกว่าเดิม มันชื่อ “สลาเซนเจอร์”

Photo credit: MDBR / Wikipedia


Telstar (1970)


ครั้งแรกของอาดิดาสที่เข้ามารับหน้าที่ผลิตฟุตบอลให้กับมหกรรมกีฬาแห่งโลกอย่างเวิลด์คัพ “อาดิดาส เทลสตาร์” คือชื่ออย่างเป็นทางการของมัน จากยางทั้งหลายแหละถูกเปลี่ยนเป็นหนังเย็บติดกัน 32 ชิ้น และแบ่งเป็นสีดำห้าเหลี่ยม 12 ชิ้นกับสีขาวหกเหลี่ยม 20 ชิ้นตามแบบฉบับของความคลาสสิคที่เราเห็นจนชินตา โดยในการเปลี่ยนเป็นสีขาว-ดำก็เพื่อให้ชัดเจนเวลาถ่ายทอดสดไปทั่วโลก ซึ่งทำกันครั้งแรกในสมัยนั้น .


Telstar Durlast (1974)


คล้ายกับเมื่อสี่ปีที่แล้ว เพียงแต่เพิ่มและเน้นลวดลายให้ชัดเจนขึ้น นี่คือ “อาดิดาส เทลสตาร์” ของเจ้าภาพเยอรมัน

Photo credit: WorldCupWiki


Tango (1978)


ถูกออกแบบให้เข้ากับแนวคิดของการเต้นในจังหวะแทงโก้ ท่าเต้นพื้นเมืองของอาร์เจนตินา ยังคงใช้หนังห้าเหลี่ยมและหกเหลี่ยมเช่นเดิม เพียงแต่ใช้สีขาวทั้งหมด แล้วค่อยพิมพ์ลายลงใหม่เป็นลักษณะวงกลม นี่คือการเข้าสู่ยุคใหม่ของฟุตบอลแนวลวดลายโค้งสวยงาม นี่คือ “แทงโก เดอลาสต์”


Tango Espana (1982)


สเปน ชาติเจ้าภาพถือโอกาสเรียกมันว่า “แทงโก เอสปัญย่า” เพื่อประกาศศักดา ทั้งที่ลวดลายไม่แตกต่างจากสี่ปีก่อนมากนัก ทว่าคุณภาพของหนังถือว่ายอดเยี่ยมกว่าเดิมมาก และใช้เทคโนโลยีให้ลูกบอลพยายามไม่ดูดซึมน้ำครั้งแรก

Photo credit: Warren Rohner


Azteca (1986)


“อาดิดาส แอซเทก้า” คือชื่อของฟุตบอลที่เม็กซิโกได้เป็นเจ้าภาพในปีนั้น ความเปลี่ยนแปลงของมันไม่มากนักจากรุ่นก่อนๆ เพียงแต่ใช้หนังสังเคราะห์แทนในครั้งนี้ และมีการพิมพ์ลวดลายแบบ “แอซเทค” ลงบนลูกบอลสะท้อนถึงความเป็นพื้นเมืองของเม็กซิโกได้อย่างชัดเจน


Etrusco Unico (1990)


อิตาลีเป็นเจ้าภาพหนที่สองมาพร้อมกับดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวขึ้นกว่าเดิมมาก การปฏิวัติครั้งสำคัญในครั้งนี้คือการผสมโพลียูริเทนเข้าไปในการผลิตเพื่อกันน้ำ 100% และนี่คือ “อาดิดาส เอทรุซโก ยูนิโก”

Photo credit: warrenski


Questra (1994)


“อาดิดาส เควสตรา” คือชื่อของฟุตบอลในปีนี้ที่สหรัฐอเมริกา โดยมีที่มาจาก “Quest for the star” เพราะมันถูกผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีด้านอวกาศ เพิ่มชั้นโพลียูริเทน สร้างน้ำหนักให้เบาลงอีก นี่คือฝันดีของกองหน้า และฝันร้ายของนายทวาร


Tricolore (1998)


ฝรั่งเศสเลือกใช้สีของธงชาติประดับลงบน “ไตรโกลอร์” งานฟุตบอลในปีนั้น รวมทั้งสร้างลายน้ำลงบนแบบพิมพ์ฟุตบอลอย่างอลังการ นี่คือฟุตบอลที่ทำให้เจ้าภาพคว้าแชมป์โลกอีกด้วย

Photo credit: Getty Images


Fevernova (2002)


ครั้งแรกบนแผ่นดินเอเชียในฐานะเจ้าภาพศึกลูกหนังโลก แม้จะไม่ถูกกันนักระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น แต่งานดีไซน์ที่ยอดเยี่ยมในครั้งนี้ทำให้ “ฟีเวอร์โนวา” คือลูกฟุตบอลที่เป็นสีสันและเต็มไปด้วยเทคโนโลยีอย่างแท้จริง มันถูกออกแบบให้น้ำหนักเบา เคลื่อนที่ได้อย่างถูกต้องแม่นยำกว่าเดิม

Photo credit: Getty Images


Teamgeist (2006)


ลวดลายคือเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของลูกฟุตบอลครั้งนี้ มันกลมกลืงและแฝงไปด้วยนัยยะแห่งความสามัคคี ด้วยชื่อ “ทิมไกสต์” ที่เป็นภาษาเยอรมันแปลได้ว่า “ทีมสปิริต” และนี่คือการลดจำนวนหนังที่นำมาเย็บติดกันจาก 32 เหลือเพียง 14 ชิ้น นั่นทำให้มันมีรอยต่อน้อยลงและมีความเร็วมากขึ้นเพื่อสร้างปัญหาให้ผู้รักษาประตูโดยเฉพาะ

Photo credit: Getty Images


Jabulani (2010)


ลูกบอลที่ใช้ที่แอฟริกาใต้ครั้งนี้ชื่อ “จาบูลานี” มันเต็มไปด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่เหนือกว่าเดิมมากมาย และจุดเด่นของมันอยู่ที่การผลิตภายใต้แนวคิด “Grip n’ Groove” มีเกร็ดและร่องบนผิวลูกบอลทำให้การปล่อยผ่านจากเท้าสู่อากาศทำให้ลูกบอลเที่ยงตรงแม่นยำมากที่สุด นี่คือลูกบอลหมายเลข 11 ของอาดิดาสบนเวทีเวิลด์คัพ

Photo credit: Getty Images


Brazuca (2014)


หลังผ่านการโหวตของแฟนๆชาวบราซิลทั่วประเทศแฟนบอลเกือบล้านเสียงต่างโหวตให้ "บราซูกา" เป็นชื่อลูกฟุตบอลรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นชื่อที่มีสองความหมาย โดยอย่างแรกจะเป็นการสื่อถึงคนบราซิล ที่ไปใช้ชีวิตในต่างแดน ซึ่งรวมถึงนักเตะหลายๆคน ขณะที่อีกความหมายเป็นการบรรยาถึงความภาคภูมิใจในวิถีชีวิต และความเป็นชนชาวบราซิเลียนเอง

โดยตัวของ "บราซูกา" ถูกประกอบขึ้นมาด้วยแผ่นหนัง 6 ชิ้น และมีลวดลายเป็นริบบิ้นหลากสีผ่านโค้งกันไปมาเป็นสัญลักษณ์ของกำไรข้อมือ หลากสีสัน ที่คนท้องถิ่นนิยมใส่ในบราซิล

Photo credit: Getty Images


Telstar 18 (2018)


ในเวิลด์คัพ 2018 นี้ อดิดาสจะใช้ลูกบอลลูกใหม่ล่าสุดคือ เทลสตาร์ 18 ซึ่งถือเป็นการนำรุ่นคลาสสิกของอดิดาสกลับมาใช้อีกครั้ง นั่นคือเทลสตาร์ ซึ่งเป็นลูกฟุตบอลลูกแรกของอดิดาสในเวิลด์คัพเมื่อปี 1970 และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1994 ที่พวกเขากลับมาใช้สีขาวดำIn November 2017, Adidas released the Telstar 18 - the official match ball of the 2018 World Cup in Russia.

ลูกฟุตบอลลูกนี้ทดลองใช้มาแล้วหลายครั้งก่อนถึงทัวร์นาเมนต์ รวมถึงการแข่งขันในระดับเยาวชนหลายรายการ เช่นในเวิลด์คัพ ยู-20 ก็เป็นหนึ่งในรายการที่ได้ลองลูกฟุตบอลลูกนี้มาแล้ว

Photo credit: Getty Images