OPINION : 3+1+3 ท่าไม้ตาย “โตโยต้า ไทยลีก”

คอมเมนต์
โควต้าอาเซียนแบบสุดซอยในฤดูกาลหน้า กลายเป็นไพ่ใบล่าสุดที่ส.บอลจั่วทิ้งลงมา…จะเกิดอะไรขึ้นกับลีกสูงสุดไทย หากมีผู้เล่นต่างชาติลงสนามพร้อมกันได้ถึง 7 คน

ในที่สุด สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย และสโมสรสมาชิก ก็เปิดไพ่ใบเด็ดที่สุดออกมา นั่นคือการเปลี่ยนแปลงเรื่องโควต้าอาเซียน ฤดูกาล 2019

แม้จะมีการนำร่องและใช้งานจริงๆ ในลีก M-150 แชมเปียนชิพ ตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว และขยับมาสู่ลีกสูงสุดในซีซั่นนี้


เกาะติดตลาดซื้อขายนักเตะ โตโยต้า ไทยลีก 2018 เลกสอง

รายชื่อกุนซืออำลาทีมกลางฤดูกาล โตโยต้าไทยลีก 2018

ข่าวอื่นๆ | ติดตามข่าว ฟุตบอลไทย เพิ่มเติมที่นี่

ดีกรีทีมชาติ!"ไทยลีก"เผยเงื่อนไขโควตาอาเซียนใหม่2019


แต่เอาเข้าจริงๆ การเปิดโควต้าแบบ 3+1(+1) ในวงเล็บที่ อาเซียน 1 คนนั้น ไม่สามารถลงสนามได้ทันที เพราะถูกนับเป็นหนึ่งในผู้เล่นเอเชีย เป็นเพียงแค่กฏที่เอื้อให้สโมสร ส่งชื่อผู้เล่นอาเซียนลงทะเบียนได้เท่านั้นเอง

ผู้อ่านคงมองเห็นผลลัพธ์ในช่วงเลกแรกแล้วว่า  “โควต้าอาเซียน” ฉบับแหย่ขาข้างเดียวนั้น สร้างกระแส สร้างความตื่นตัว แก่คนในภูมิภาคอาเซียนได้จริง แต่สิ่งที่ยังสร้างไม่ได้เป็นรูปธรรม ก็คือ “มูลค่า”  

โอเค...มันมีดีลที่ประสบความสำเร็จมากๆ อย่าง อ่อง ธู กับ โปลิศ เทโร เอฟซี ที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะเบอร์ 1 ของทีม แถมยังสามารถเรียกแฟนบอลชาวเมียนมา เดินทางมาชมเกมที่สนาม และมียอดเสื้อสูงสุดมากกว่าเพื่อนร่วมทีมทุกคนรวมกันอีก

Aung Thu

ส่วนดีลที่ใช้งานได้จริงก็มีให้เห็นบ้าง อาทิ ไมเคิล ฟาลเคสการ์ด, อิซวาน มะห์บุด, ไบฮัคกี ไคซาน ฯลฯ ที่สามารถช่วยยกระดับทีม และมีผลงานประจักษ์ชัดเจนในสนาม แม้เรื่องการตลาดนอกสนาม อาจยังไม่ตอบโจทย์และสร้างรายได้แก่ทีมมากนัก

นักเตะโควต้าอาเซียนที่เหลือ ส่วนมากยังไม่ค่อยมีบทบาทกับทีมนัก แถมจำนวนไม่น้อยก็แยกทางกับสโมสรไปแล้ว ในตลาดซื้อขายช่วงเลกสอง ด้วยข้อจำกัดเรื่องโควต้าลงสนาม ที่ยังต้องแข่งขันกับผู้เล่นต่างชาติคนอื่นๆ จึงทำให้ โควต้าอาเซียนฤดูกาล 2018 เหมือนไปได้ไม่สุดซอย

แม้ในแง่ความนิยม แฟนบอลในชาติอื่นๆ ของอาเซียน จะเริ่มเปิดรับข่าวสาร ติดตามฟุตบอลลีกสูงสุดไทยมากขึ้น ตามการย้ายถิ่นฐานของนักเตะในชาติ ทว่ากระแสเหล่านั้น ยังไม่สามารถแปรเปลี่ยนออกมาเป็น เงิน เข้าสู่กระเป๋าสตางของสโมสรต่างๆ ได้มากนัก

เมื่อสำรวจและมองไปรอบๆ ในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา ปริมาณผู้ชมในสนาม ฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก แต่ละนัดนั้น เริ่มมีค่าเฉลี่ยคงที่ และลดลงไปบ้าง ตามสภาพเศรษฐกิจที่หดตัว ส่งผลต่อ การจับจ่ายซื้อตั๋วเข้าชมฟุตบอลไทยลีกในสนาม กลายเป็นเรื่องที่แฟนบอลต้องคิดหน้าคิดหลังมากกว่าเดิม

จำนวนยอดผู้ชมในสนามที่ลดลงไป ไม่ได้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ความนิยมของ โตโยต้า ไทยลีก ตกลงแต่อย่างใด

Kyaw Ko Ko

ทางตรงกันข้าม ยอดผู้ชมการถ่ายทอดสด นับวันยิ่งมีตัวเลขเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลมาจากการขยายช่องทางออกอากาศ เข้าถึงกลุ่มแฟนบอลได้ง่าย และสะดวกขึ้น ชนิดที่ บางคู่บิ๊กแมตช์ โตโยต้า ไทยลีก เราสามารถเล่นเฟซบุคไปพร้อมๆกับการชมเกมแบบสดๆ ได้เลย

ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่า เค้กก้อนโตจาก ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดครั้งล่าสุด มูลค่า 4,240 ล้านบาท ในสัญญา 4 ปี (2017-2020) เป็นแหล่งรายได้สำคัญของ 18 สโมสรในศึกโตโยต้า ไทยลีก ที่จะนำเงินที่ได้นั้นไปลงทุน บริหารจัดการทีมด้านต่างๆ

ดังนั้น ถ้าสามารถทำให้ผู้ชม เกิดความต้องการอยากดูบอลไทยลีกเพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่ในประเทศ โอกาสที่จะการขยายฐานผู้ชม ผ่านการถ่ายทอดสดไปต่างแดน ย่อมเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เท่ากับว่า โอกาสที่สโมสรที่จะสัดส่วนเงินจากเค้กก้อนนี้เพิ่มขึ้น ก็เป็นไปได้เช่นกัน

ผลสรุปจากประชุมระหว่าง สมาคมฯ กับ สโมสร จึงออกมาในแนวทางที่จะงัด “ท่าไม้ตาย” ด้วยการเพิ่มโควต้าอาเซียนเข้าไปจาก 1 เป็น 3 คน พร้อมกับลดข้อจำกัดปัญหาเก่า ในการส่งชื่อนักเตะอาเซียนลงสนาม ที่ต้องแย่งชิงพื้นที่กับ 4 แข้งต่างชาติเดิม เปลี่ยนมาเป็น 3 นักเตะอาเซียน ที่ลงทะเบียน พร้อมลงสนามได้เลยทันที เทียบเท่ากับคนไทย

เท่ากับว่าหากสโมสรใด เลือกที่จะใช้โควต้าต่างชาติ และอาเซียน แบบเต็มอัตรา ก็จะสามารถขึ้นทะเบียนผู้เล่นต่างชาติ พร้อมส่งลงสนามได้มากสุดถึง 7 คนต่อ 1 เกมเลยทีเดียว

Zulfahmi Arifin

แนวทางดังกล่าว เปรียบเสมือน การเปิดประตูหน้าร้านต้อนรับแขกจากประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมเพิ่มออปชั่นให้สโมสร ได้สรรหาวัตถุดิบชั้นดีทั่วภูมิภาค มาปรุงรสและเสิร์ฟให้ผู้คนทั่วอาเซียนได้ลิ้มชิมรส

ส่วนเงื่อนไข หลักเกณฑ์ที่จะนำมาพิจารณาว่า ผู้เล่นประเภทไหนเข้าข่าย “โควต้าอาเซียน” กำลังอยู่ในระหว่างการร่างกฏตรงนี้อยู่ จากสมาคมฯ

แต่มุ่งหมายหลักการหงายไพ่ใบนี้ คงหนีไม่พ้น การสร้าง “มูลค่า” ให้เกิดขึ้นจริงในตลาดอาเซียน ผ่านการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด เพื่อตอกย้ำความเป็นเบอร์ 1 ภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในด้านคุณภาพลีก และด้านความนิยม

นอกจากรายได้จากค่าลิขสิทธิ์ ที่สโมสรน่าจะได้เงินเพิ่มขึ้นแล้ว นี่ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการขยายฐานแฟนบอลของทีมต่างๆ รวมถึงเพิ่มโอกาสในหาผู้สนับสนุน ภาคธุรกิจจากต่างแดน ให้เข้ามาลงทุนกับฟุตบอลไทยมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็เป็นอีกช่องทางให้ ผู้ประกอบการธุรกิจไทย ที่ต้องการขยายแบรนด์ตัวเองสู่ตลาดอาเซียน เลือกนำมาเงินมาลงทุน เป็นสปอนเซอร์กับสโมสรฟุตบอลที่มีตัวผู้เล่นอาเซียน

นอกจากนี้ การเข้ามาของนักฟุตบอลอาเซียนที่เพิ่มขึ้น ยังช่วยลดอัตราค่าตัว ค่าเหนื่อยของนักเตะไทย ที่เฟ้อและมีมูลค่าเกินจริงไปในทางอ้อม เนื่องจากสโมสรมีทางเลือกเพิ่มขึ้น ในการเลือกจ้างงานนักเตะ ต่างจากอดีตที่ไม่ว่ายังไง อย่างน้อยที่สุด 1 เกม จะมีนักเตะไทยลงสนามไม่ต่ำกว่า 7 คน ไม่รวมสำรอง

เมื่อนักฟุตบอลไทย ไม่มีข้อจำกัดในการลงสนามมากนัก มูลค่าของนักเตะ ทั้ง ค่าตัว, ค่าเหนื่อย จึงเติบโตขึ้นไปเกินจริง จนแทบจะเป็นฟองสบู่เล็กๆ แล้วในเวลานี้

Michael Falkesgaard

ดังนั้น สโมสร จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องยอมจ่ายต้นทุนดังกล่าว  โควต้าอาเซียน +3 จึงเหมือนเข้ามาปลดล็อก และเพิ่มตัวเลือกให้สโมสรตัดสินใจว่า จะจ้างใคร ระหว่าง ตัวไทย กับ ตัวอาเซียน หากเอานำเงินเดือนมาเทียบในเรตเดียวกัน

ซึ่งสโมสรจะใช้โควต้าหรือไม่ใช้ก็ได้ อย่างในฤดูกาล 2018 เราได้เห็นแล้วว่า มีสโมสรจำนวนหนึ่งใช้โควต้าอาเซียน และอีกส่วนหนึ่งไม่ได้ใช้

เหรียญนั้นมีสองด้าน ด้านหนึ่งอาจมองว่า โควต้าอาเซียนแบบ 3 คน ส่งผลด้านลบมากกว่าบวกต่อ วงการฟุตบอลไทย เพราะโอกาสการลงสนามของผู้เล่นไทย จะมีแนวโน้มลงลดไปอย่างแน่นอน ซึ่งก็ส่งต่อการพัฒนาในระยะยาว หากเด็กไทยไม่มีเกมเล่นจริงๆ

การที่นักเตะไทยได้ลงเล่นในลีกตัวเองน้อยลง เพราะมีผู้เล่นอาเซียนเข้ามาเพิ่ม อาจส่งผลกระทบชิ่งไปถึง ทีมชาติไทย ที่ปัจจุบันประสบปัญหาขาดแคลน ศูนย์หน้า และกองหลัง อันมาจากการที่ สโมสรต่างๆ มักนิยมใช้งานผู้เล่นต่างชาติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

อีกด้านของเหรียญ เห็นต่างออกไปและมองว่า “ฟุตบอลอาชีพถ้าไม่ทำเพื่อธุรกิจ” ก็ไม่มีทางที่ลีกนั้นจะยั่งยืนได้

Terens Owang Puhiri - Thai Port FC

การนำเข้าผู้เล่นอาเซียนแบบเปิดกว้างมากขึ้น จะทำให้ ไทยลีก ดูมีรสชาติแปลกใหม่ และแสดงให้เห็นถึงความจริงใจของไทยลีก ในการเปิดรับ นักเตะ, แฟนบอลต่างชาติ และภาคธุรกิจจากชาติเพื่อนบ้านมากขึ้น

แม้หลายคนๆ จะอดห่วงไม่ได้ที่ต้องเห็น นักเตะอาเซียน เข้ามาแย่งที่ทำกินของนักบอลไทย จากการเปิดโควต้าเพิ่มขึ้นอีก 3 คน แต่อยากให้มองอีกมุมว่านี่คือ ลีกฟุตบอลอาชีพ แม้แต่ชาติที่พัฒนาแล้วเขาก็ไม่ได้ปิดกั้นการเข้ามาของผู้เล่นต่างชาติ ขณะเดียวกัน รายได้ของแข้งไทยในทุกวันนี้ก็ไม่ตัวเลขที่น้อย เมื่อเทียบกับหลายสิบปีก่อน

นักเตะไทย จำเป็นต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง ปรับตัว และหนีไม่ได้ที่จะต้องมาแข่งขันกับนักบอลอาเซียนภายในทีม

ถ้าเรายังเชื่อว่า ทีมชาติไทย และคนไทย ยังเป็นชาติฟุตบอลเบอร์ 1 ของภูมิภาคนี้ ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะสุดท้ายแล้ว ต่อให้จะมีอาเซียนเข้ามา 1 คน หรือ 3 คน “คุณภาพ” ต่างหากที่จะเป็นเกณฑ์สำคัญที่ โค้ช จะตัดสินใจเลือกว่า จะส่งใครลงสนาม หาใช่สัญชาติ

เหมือนอย่างที่ เจลีก ก็เปิดให้โควต้าอาเซียน สามารถลงเล่นได้ทันที เทียบเท่ากับผู้เล่นญี่ปุ่น แต่ทีมที่เลือกใช้ และนักเตะอาเซียนที่ยืนระยะได้จริงๆ กลับมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น เรายังไม่เคยเห็นนักฟุตบอลญี่ปุ่น ออกมาแสดงความกังวลกับเรื่องนี้เลย เพราะพวกเขาก็คงมั่นใจว่าตัวเองมีคุณภาพดีกว่า

ธีรศิลป์ แดงดา

โควต้าอาเซียน 3 คน จึงเปรียบเป็น ตะแกรงร่อนชั้นดีให้กับสโมสร ที่จะได้คัดกรองจ้างผู้เล่นไทย และอาเซียน ที่มีคุณภาพ จากเดิมที่ต้องยังเก็บแข้งไทยบางส่วน ที่อาจจะคุณภาพไม่ถึง ไว้กับทีมต่อ

แน่นอนว่าเมื่อมีกฏนี้ขึ้นมา คนไทยที่ไม่สามารถปรับตัว พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาได้ ก็มีสิทธิ์ถูกลดเงินเดือน หรือต้องขยับขยายตัวเองไปเล่นในลีกรองถัดลงไป ตามการแข่งขันภายในทีมที่สูงขึ้น

ถือเป็นการบ้านชิ้นโตที่ 13 ทีมที่อยู่รอดในฤดูกาลนี้ และ 3 สโมสรน้องใหม่ในซีซั่นหน้า ต้องกลับไปศึกษา วางแผนให้ละเอียดรอบคอบ เพราะเอาเข้าจริง มันไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จู่ๆ จะดึงนักเตะระดับแม่เหล็กของชาติในอาเซียนมาเล่นไทยลีก แล้วจะตอบโจทย์ทั้งในสนาม นอกสนาม รวมถึงสร้างเม็ดเงิน ความนิยม ฐานแฟนบอลเข้าสู่สโมสรได้ อย่าลืมว่า อ่อง ธู นั้นมีแค่คนเดียว และไม่ใช่ทุกดีลจะสวยงามเป็นแบบ อ่อง ธู

ในมุมหนึ่งก็ต้องชื่นชมความใจกล้าของ ไทยลีก และสโมสร ที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง งัดท่าไม้ตายเพิ่มอาเซียน 3 คนออกมาใช้

แม้จะมีความเสี่ยงสูงตามมาว่า ลิขสิทธิ์ทีวีจะขายได้หรือไม่, สปอนเซอร์ หรือเม็ดเงินที่คาดหวังจากภาคธุรกิจ ชาติอื่นๆในอาเซียน จะเข้ามาตามที่คิดหวังหรือไม่ นี่เป็นโจทย์ที่ท้าทายและยาก ในการทำให้คนอาเซียนชาติอื่นๆ หันมาดูบอลไทยลีก และนำเงินมาลงทุนกับลีกบ้านเราเพิ่มขึ้น

แต่ถ้าโมเดลนี้สำเร็จ มันจะเป็นการสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับ ศึกลูกหนังแดนสยาม ก็หวังว่าเมื่อคิดทำการใหญ่ทั้งที ขออย่าครึ่งๆ กลางๆ เปลี่ยนไป เปลี่ยนมา ไม่งั้นจะเสียของ และเสียโอกาสไป ลุยไปให้สุดทางดูสักที

บทความต่อไป:
อินซ์ตัวจริง3เกมติด! เซเรโซU23บุกเฉือนคิตะคิวซู 2-1
บทความต่อไป:
มุ้ยลงครึ่งชม.! ซานเฟรชเชเจ๊าโตเกียว 1-1
บทความต่อไป:
ชื่นใจ! เซอร์เฟอร์กี้เข้าชมเกมแมนฯ ยูฯ ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ครั้งแรกหลังผ่าตัด
บทความต่อไป:
LIVE: โตโยต้าไทยลีก 2018
บทความต่อไป:
ไม่ใจ! เอก็อตโต้ซัดเอ็มบัปเป้ บอกรักแอฟริกาแต่เล่นให้ฝรั่งเศส 'บอกรักเมียแล้วไปนอนกับคนอื่น'
ปิด